"ทำคัมภีร์ดีแล้วคนใช่จะบรรลุธรรมหมด"พระราชดำรัสที่แสดงถึงความแตกฉานในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

รู้จริง... รู้แจ้ง... ทุกเรื่องราวพระอริยสงฆ์http://panyayan.tnews.co.th

“ทำคัมภีร์ดีแล้วคนใช่จะบรรลุธรรมหมด”พระราชดำรัสที่แสดงถึงความแตกฉานในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

"ทำคัมภีร์ดีแล้วคนใช่จะบรรลุธรรมหมด"พระราชดำรัสที่แสดงถึงความแตกฉานในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ในวาระโอกาสที่ประธานการหาทุนการสร้างพระคัมภีร์ได้นำผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินร่วมในการสร้างพระคัมภีร์มาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ.พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๒๔ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไดมีพระราชดำรัส ว่า

... ตามที่รายงานมาเมื่อตะกี้  เรื่องคัมภีร์ทำมาอย่างถูกต้องอย่างดีแล้ว ก็ต้องมีความระมัดระวังอย่างดี  อย่าไปนึกว่าทำคัมภีร์แล้วคนจะบรรลุหมด  ไม่เป็นเช่นนั้น  หรือแม้แต่ผู้ที่ทำเองก็อาจจะไม่บรรลุ  เพราะว่าธรรมะที่อยู่ในคัมภีร์นั้นเป็นธรรมะที่ดีอยู่แล้ว  แต่ถ้าเราไม่ได้รับมาใส่จิตเรา ไม่ได้รับมาพิจารณา ไม่ได้มาดูเหตุเทียบเคียงกับจิตของเรา ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในที่ต่างๆ ว่า  พระพุทธเจ้าจะไม่สามารถให้แต่ละคนพ้นสงสัยได้  มีผู้ไปขอให้พระพุทธเจ้าทำให้ตนพ้นสงสัย  ท่านก็บอกว่าทำให้พ้นสงสัยไม่ได้ ไม่มีทาง  เพราะว่าแต่ละคนจะต้องพ้นสงสัยเอง จะต้องปฏิบัติด้วยตนเอง  ตำราก็ชี้ให้คนพ้นสงสัยไม่ได้ ชี้ให้คนสำเร็จบรรลุไม่ได้  ต้องผู้นั้นปฏิบัติเอง

"ทำคัมภีร์ดีแล้วคนใช่จะบรรลุธรรมหมด"พระราชดำรัสที่แสดงถึงความแตกฉานในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

แต่ว่าตำราก็ช่วยได้ พระพุทธเจ้าช่วยได้  เช่นเดียวกันกับที่เรานั่งอยู่ในห้องนี้  ถ้าเราไม่ทราบว่าจะออกจากห้องนี้อย่างไร ก็มีผู้ชี้ว่านี่ประตู  ออกจากประตูนี้แล้วก็ผ่านอีกประตูหนึ่ง ไปที่ทางบันไดก็ก้าวลงไป  ออกไปข้างนอกไปที่รถของตนๆ  ถ้าไม่มีใครบอกก็อาจจะลืมว่าจากห้องนี้จะไปทางไหน  ออกจากประตูนี้แล้วจะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา  อาจจะลืม อาจจะไม่เห็น

แต่ว่าการที่จะออกไปจริงๆ นั้น  กายและใจของตัวเองจะต้องออกไปเอง  ถ้าตัวเองทราบทางแล้ว แต่ไม่ออก กายไม่ออก ใจไม่ออก ก็ไม่เกิดผล ก็นั่งอยู่ที่นี่  นั่งอยู่ที่นี่แล้วก็ไม่ได้กลับบ้าน ไม่ได้ไปรับประทานอาหารที่บ้าน  ก็นั่งอยู่ที่นี่จนหิวจนจะเป็นลม  คนอื่นทำอะไรให้ไม่ได้  ต้องพาตัวไป ออกไปเอง  คนอื่นจะบอกจะเนรมิตให้ออกไปไม่ได้  ก็เช่นเดียวกับความบรรลุหรือความพ้นสงสัย ต้องทำด้วยตนเอง

อันนี้จะต้องมีความเข้าใจว่า การทำตำรานี้ก็มีอานิสงส์ต่างๆ นานา  อันนี้ก็เป็นการปรับปรุงสติอยู่บ้าง  เพราะว่าการทำตำรานี้เป็นสิ่งที่ดี เป็นการรักษาคำสั่งสอน เป็นการทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้สามารถที่จะหาความรู้ได้  แต่ถ้าคนเราไม่พยายามหาความรู้ ตำราก็คงเป็นเพียงตำราวางไว้เฉยๆ

การที่พูดอย่างนี้ก็ให้เข้าใจว่า ตำรานี้มีประโยชน์มาก และต้องทำด้วยความประณีต  เพราะว่าผู้ใดที่มาหาเจอแล้วก็จะใช้ประโยชน์ได้  และถ้าทำไม่ประณีต ผู้ที่มาดูแล้วก็จะไม่ได้ประโยชน์  ในระหว่างที่ทำตำรานี้ก็ต้องใช้ความระมัดระวังมาก

ด้วยเหตุที่ได้กล่าวนี้ว่า  ตำราไม่ได้เป็นความหลุดพ้น  ตำรานั้นจึงอาจจะบอกความขัดแย้งก็ได้  ถ้าบอกความขัดแย้งจะทำให้เสียหายได้  ฉะนั้น  การที่ทำตำรานี้ก็ต้องมีความระมัดระวังในทางหนึ่งว่า ต้องไม่ให้เป็นโอกาสให้ขัดแย้งโดยเปล่าประโยชน์

การขัดแย้งนั้น ถ้าจะบอกว่าการปรึกษาหารือย่อมต้องขัดกัน  อันนี้ก็จริง  แต่ว่าขัดกันเพื่อหาความจริงไม่ใช่เป็นการขัดแย้ง  แต่การขัดแย้งนั้น บางทีตีความตำราและมีทิฏฐิถือว่าความคิดของตัวถูกต้อง แล้วก็ทะเลาะกัน  ตำราก็อาจจะเกิดเป็นผลร้ายขึ้นมา

ฉะนั้น  การที่ทำอะไรจะต้องทำด้วยความตั้งใจที่ดีอย่างหนึ่ง หรือความรู้ด้วย  อย่าให้ถือว่าตำราเป็นเครื่องมือสำหรับมาอวดอ้างกัน เป็นเครื่องมือสำหรับถกเถียงกัน เอาชนะกัน

เรื่องของตำรานี้ก็มีความลำบากอย่างนี้  คือ คนที่มีความรู้มากบางทีก็เถียงกัน  เถียงกันแล้วเอาให้ชนะ เพราะว่าจะได้ว่าตัวมีความรู้  การที่ถกเถียงกันแบบนั้นไม่เป็นประโยชน์  จะเกิดแต่โทษทุกข์ ...

"ทำคัมภีร์ดีแล้วคนใช่จะบรรลุธรรมหมด"พระราชดำรัสที่แสดงถึงความแตกฉานในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

คัดลอกบทความจาก ซ หนังสือธรรมะจากพระโอษฐ์  ของ ณัฐวุฒิ  แจ๊ดสูงเนิน