คำยืนยันจากข้าราชบริพารใกล้ชิด!! ผลของการ "ฝึกพระองค์" ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า...ทำให้ในหลวงรัชกาลที่ ๙ "เข้าพระทัยในทุกข์" และ "ไม่กลัวความทุกข์"!!

รู้จริง...รู้แจ้ง...ทุกเรื่องราวแห่งพระอริยสงฆ์ http://panyayan.tnews.co.th

ในบรรดา "ทศบารมี ๑๐ ประการ" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชนั้น "อุเบกขาบารมี" ดูจะเป็นข้อที่พิจารณาได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากต้องอาศัยการสังเกตอย่างใกล้ชิด ซึ่งผู้ที่จะยืนยันบารมีข้อนี้ได้ต้องเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับพระองค์ท่าน

และโชคดีที่พสกนิกรอย่างเราได้รับรู้แง่มุมเกี่ยวกับอุเบกขาบารมีของพระองค์จาก พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร อดีตข้าราชบริพารผู้มีโชควาสนาได้ทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท  ดังความบางส่วนต่อไปนี้

-------------------------------------------------------------------------------------------

 

คำยืนยันจากข้าราชบริพารใกล้ชิด!! ผลของการ "ฝึกพระองค์" ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า...ทำให้ในหลวงรัชกาลที่ ๙ "เข้าพระทัยในทุกข์" และ "ไม่กลัวความทุกข์"!!

"ผมรับราชการสนองพระเดชพระคุณใกล้พระยุคลบาทอยู่นานกว่า ๑๒ ปี  และแม้จะพ้นหน้าที่มานานแล้ว แต่ก็ยังสดับตรับฟังข่าวเกี่ยวกับพระราชจริยาวัตรและพระราชกรณียกิจอยู่มิได้ขาด ทั้งจากสื่อและจากผู้ที่ยังรับราชการอยู่ใกล้พระยุคลบาท จึงรู้ เชื่อ และขอยืนยันว่า  พระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วงบ้านเมืองยิ่งกว่าพระอนามัยหรือพระชนม์ชีพอย่างแน่นอนและตลอดเวลา

แต่ความห่วงใยของฝ่าละอองธุลีพระบาทนั้นจะเรียกไม่ได้เป็นอันขาดว่า 'เป็นความทุกข์'!

พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเป็นทุกข์และไม่เคยเป็นทุกข์ เพราะทรงฝึกพระสติ ฝึกพระองค์ด้วยการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจนเป็นพระนิสัย!

เมื่อมีวิกฤตการณ์ไม่ว่าจะร้ายแรงเพียงใด จะทรงพิจารณาด้วยความเยือกเย็นและสุขุมคัมภีรภาพ แล้วจึงทรงตัดสินพระทัยทำสิ่งที่ทรงเห็นว่าควรทำ  และเมื่อทรงทำแล้วก็จะทรงถือว่าหน้าที่สำเร็จไปอีกครั้งหนึ่งอย่างหนึ่ง  หากยังไม่จบสิ้น แต่มีเรื่องเกี่ยวพันต่อเนื่องต้องทำต่ออยู่อีก ก็จะทรงถือว่าเป็นหน้าที่อีกครั้งหนึ่งอย่างหนึ่งและทรงทำต่อ

 

คำยืนยันจากข้าราชบริพารใกล้ชิด!! ผลของการ "ฝึกพระองค์" ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า...ทำให้ในหลวงรัชกาลที่ ๙ "เข้าพระทัยในทุกข์" และ "ไม่กลัวความทุกข์"!!

 

ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งหลายนั้น หลักที่ทรงยึดถือและปฏิบัติอย่างมั่นคงและแน่วแน่คือ ไม่ทรงสนพระทัยว่าใครจะชมหรือใครจะตำหนิ เพราะทรงถือว่าทรงทำ ‘หน้าที่เพื่อหน้าที่’

แต่ไม่ได้หมายความว่าทำแล้วทิ้ง  แต่จะทรงทบทวนไตร่ตรอง  ถ้าหากทรงเห็นว่าที่ทรงทำไปแล้วนั้นยังบกพร่องไม่สมบูรณ์ ครั้งต่อไปก็จะทรงพยายามปรับปรุงแก้ไข  ซึ่งเป็นไปตาม ‘อิทธิบาท’ ข้อที่ ๔ คือ ‘วิมังสา’ อันเป็นหลักธรรมที่ทรงใช้และพระราชทานให้ผู้อื่นอยู่เสมอ ๆ เพราะทรงศึกษาและปฏิบัติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง

พระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักมานานแล้วว่า ชีวิตคือทุกข์ และคนเราเกิดมาทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น  แต่ผมไม่เคยเห็นพระเจ้าอยู่หัวทรง 'เป็นทุกข์' อย่างคนอื่น ๆ คือหม่นหมอง โศกเศร้า ทอดอาลัย หรือหมดหวัง

ทรงรู้จักและเข้าพระทัยในทุกข์ แต่ไม่ทรงกลัวทุกข์

ทรงถือว่า เมื่อทุกข์ของประชาชนใหญ่หลวงและสาหัสก็เป็นหน้าที่ของพระองค์ด้วยในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่จะต้องบำบัดทุกข์นั้นอย่างเต็มกำลังความสามารถและตลอดเวลา...โดยไม่ทรงทอดอาลัยหรือหมดหวัง"

 

คำยืนยันจากข้าราชบริพารใกล้ชิด!! ผลของการ "ฝึกพระองค์" ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า...ทำให้ในหลวงรัชกาลที่ ๙ "เข้าพระทัยในทุกข์" และ "ไม่กลัวความทุกข์"!!