- 22 ต.ค. 2559
ติดตามเรื่องราวดีๆ ได้ที่ http://panyayan.tnews.co.th/
บทสัมภาษณ์ท่านอดีตองคมนตรี สวัสดิ์ วัฒนายากร ในหัวข้อ “เรื่องเล่าถึงพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก”
เมื่อผู้สัมภาษณ์ ได้ขอให้ท่านสวัสดิ์ เล่าถึงพระปรีชาด้านการจัดการบริหารจัดการน้ำ ทำให้เราได้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของในหลวง ร.9 นอกจากนี้ สิ่งที่ท่านทรงทุ่มเทพระวรกายล้วนสัมฤทธิ์ผลอย่างดี ช่วยชาวบ้านให้พ้นจากความยากจน และเมื่อท่านได้ทรงทอดพระเนตรเห็นผลสำเร็จของงาน ท่านทรงเบิกบานผ่องใส เป็นภาพที่ทั้งข้าราชการและพสกนิกรไม่มีวันลืม
- ขอท่านสวัสดิ์เล่าถึงพระปรีชาสามารถด้านการบริหารจัดการน้ำของพระองค์หน่อยครับ
มีมากมายทั่วประเทศครับ ขอยกตัวอย่างที่ ‘พรุโต๊ะแดง’ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นพรุขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีคุณค่าทางชีววิทยามาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปและเห็นว่า ควรอนุรักษ์ไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องช่วยเหลือราษฎรหลายตำบลที่อาศัยอยู่ริมขอบพรุ ซึ่งล้วนมีฐานะยากจน และทำการเกษตรไม่ได้ เพราะน้ำที่สะสมในพรุเป็นกรด
วันที่เสด็จฯ ไปถึง ราษฎรที่มารอเฝ้าฯ ได้กราบบังคมทูลว่า ชาวบ้านอดอยากมาก บางปีแห้งแล้ง บางปีน้ำท่วม ปลูกข้าวได้แค่ ๕ – ๑๐ ถังต่อไร่ ปลูกผักผลไม้ก็ได้ผลไม่ดี สัตว์เลี้ยงไว้เจ็บป่วยบ่อย ขณะนั้นพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหม่นหมองมาก พอเสด็จฯ กลับ จึงมีพระราชดำริให้ทำโครงการพรุโต๊ะแดง ทรงแก้ปัญหาด้วยวิธีง่ายๆ ที่เราคิดไม่ถึง โดยให้ทำการขุดลอกคลองให้ได้ขนาด ทำประตูปิดเปิด เพื่อควบคุมน้ำในพรุให้อยู่ในระดับ ๕๐ ซ.ม. ส่วนปัญหาน้ำเป็นกรด ทรงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานขุดคลอง เพื่อทำน้ำจืดจากโครงการมูโนะมาล้างดินเปรี้ยว แล้วขุดคลองแยกระบายน้ำเปรี้ยวออก พร้อมทั้งให้กระทรวงเกษตรฯ ให้ความรู้ด้านวิชาการกับชาวบ้าน
- ผลเป็นอย่างไรครับ
ปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ เยี่ยมหมู่บ้านเหล่านี้อีกครั้ง ผมเห็นกับตาว่าชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้นมาก มีบ้านใหม่สร้างขึ้นหลายหลัง ต้นข้าวเขียวชอุ่ม กำลังออกรวงสมบูรณ์ ราษฎรที่มารอเฝ้าหน้าตายิ้มแย้ม กราบบังคมทูลว่า ชีวิตดีขึ้นมาก ข้าวที่เคยได้ไร่ละ ๕ ถัง เพิ่มเป็น ๖๐ ถัง พืชผลอื่น ๆ ก็ดีตามไปด้วย ทุกคนในขบวนเสด็จสังเกตเห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชปฏิสันถาร และทรงซักถามราษฎรในรายละเอียดด้วยพระพักตร์ที่เบิกบานผ่องใส ผมจำภาพนี้ติดตาไม่มีวันลืม
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหันพระพักตร์มาที่พวกเรา พร้อมกับแย้มพระสรวล ซึ่งนานๆ จะได้เห็น แล้วมีพระราชกระแสรับสั่งว่า “ฉันดีใจมาก” ทำให้ผมคิดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแบกภาระไว้พระองค์เดียว ความทุกข์ยากของราษฎรท่านก็แบกไว้หมด พอราษฎรอยู่ดีกินดี พระองค์ท่านก็ทรงพระเกษมสำราญ
ทั้งนี้ นายสวัสดิ์ วัฒนายากร ผู้ถ่ายทอดเรื่องราว เป็นอดีตองคมนตรี อดีตตุลาการศาลปกครองสูงสุด และอธิบดีกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ในหลวง ร.9 ของเรา ท่านเหน็ดเหนื่อยและตรากตรำ จึงมีแต่ภาพทรงงานหนัก ด้วยพระราชหฤทัยที่ห่วงใยราษฎรอยู่ทุกขณะ เราจึงไม่ค่อยเห็นท่านแย้มพระสรวลนัก แต่จากเหตุการณ์ที่เล่ามา แสดงให้เห็นว่า ท่านทรงเบิกบานดีใจ ก็เมื่อได้เห็น พวกเราชาวไทยอยู่ดีกินดี ขอให้ทุกท่านที่ได้อ่านเรื่องราวอันน่าประทับใจ ตั้งตนอยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง ก็จะเป็นสิ่งที่ตอบแทนท่านได้ดีที่สุด
