- 29 ต.ค. 2559
รู้จริง...รู้แจ้ง...ทุกเรื่องราวแห่งพระอริยสงฆ์ http://panyayan.tnews.co.th
“ธัมมวิจักขณากถา” การถวายพระธรรมเทศนาที่เกิดครั้งแรก และครั้งเดียงของการพบระหว่าง ท่านพุทธทาส กับในหลวงรัชกาลที่ ๙
การรับพระราชทานถวายพระธรรมเทศนาของท่านพุทธทาสในครั้งหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในการพบกันระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับท่านพุทธทาส หลังจากนั้น ต่างฝ่ายต่างก็ปฏิบัติหน้าที่ของตนจนไม่มีโอกาสได้พบกันอีกเลย ในครั้งนั้นได้ถวายพระธรรมเทศนาเรื่อง “ธัมมวิจักขณกถา: ธรรมที่ควรพึงเห็นโดยประจักษ์” ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันวิสาขบูชา ณ วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร วันอังคารที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ รับพระราชทานถวายวิสัชนาโดย “พระราชชัยกวี” (พุทธทาส อินทปัญโญ) มีเนื้อหาบางส่วนดังนี้ :
... คำว่า “ธรรม” คำนี้ เป็นคำพูดที่ประหลาดที่สุดในโลก เป็นคำพูดที่แปลเป็นภาษาอื่นไม่ได้ ได้มีผู้พยายามแปลคำคำนี้เป็นภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ เป็นต้น ออกไปถึง ๒๐-๓๐ คำ ก็ยังไม่ได้ความหมายครบถ้วนหรือตรงตามความหมายของภาษาบาลีหรือภาษาของพุทธศาสนา ...
คำว่า “ธรรม” เป็นคำสั้นๆ เพียงพยางค์เดียว แต่มีความหมายลึกซึ้ง น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ... คำว่า “ธรรม” ใช้หมายถึงสิ่งทุกสิ่ง ไม่ยกเว้นสิ่งใดเลย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งดี สิ่งชั่ว หรือสิ่งไม่ดีไม่ชั่ว ก็รวมอยู่ในคำว่า “ธรรม” ทั้งหมด ดังพระบาลีว่า กุสลา ธัมมา, อกุสลา ธัมมา, อัพยากตา ธัมมา ...
“ธรรม” เพียงพยางค์เดียว หมายความได้ถึง ๔ อย่าง คือ
๑. ธรรมชาติทุกอย่างทุกชนิด หรือธรรมในฐานะที่เป็นตัวธรรมชาติ
๒. กฎของธรรมชาติซึ่งมีประจำอยู่ในธรรมชาติเหล่านั้น นี้คือธรรมในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ และมีความหมายเท่ากันกับสิ่งที่เรียกว่า “พระเป็นเจ้า” ในฐานะศาสนาที่ถือว่ามีพระเป็นเจ้าอยู่
๓. หน้าที่ต่างๆ ที่มนุษย์จะต้องประพฤติหรือกระทำในทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม มนุษย์จะต้องประพฤติให้ถูกให้ตรงตามกฎของธรรมชาติจึงจะไม่เกิดความทุกข์ขึ้นมา มนุษย์ส่วนมากสมัยนี้หลงใหลในทางวัตถุมากเกินไป ไม่สนใจสิ่งที่เป็นสุขทางนามธรรม ข้อนี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎของธรรมชาติ จึงเกิดความยุ่งยากนานาประการที่เรียกว่า “วิกฤตการณ์” ขึ้นในโลก จนแก้กันไม่หวาดไม่ไหว
๔. ผลของการทำหน้าที่หรือการปฏิบัติที่เกิดขึ้นตามกฎของธรรมชาติ เช่น ความทุกข์ ความสุข หรือการบรรลุมรรคผลนิพพาน
สรุปแล้ว “ธรรม” เพียงพยางค์เดียว หมายความได้ถึง ๔ อย่าง คือ หมายถึงตัวธรรมชาติก็ได้ หมายถึงกฎของธรรมชาติก็ได้ หมายถึงหน้าที่ที่มนุษย์ต้องทำให้ถูกตามกฎของธรรมชาติก็ได้ และหมายถึงผลต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่นั้นๆ ก็ได้ ...
เมื่อสิ่งที่เรียกว่า “ธรรม” มีมากมายมหาศาลอย่างนี้ ปัญหาจะเกิดขึ้นมาว่า คนเราจะรู้ธรรมหรือเห็นธรรมได้ทั้งหมดได้อย่างไรกัน
พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้แล้วว่า เราอาจจะรู้ได้ทั้งหมดและปฏิบัติได้ทั้งหมดในส่วนที่จำเป็นแก่มนุษย์ หรือเท่าที่มนุษย์จะต้องเกี่ยวข้องด้วย ส่วนที่เหลือนอกนั้นไม่ต้องสนใจเลยก็ได้ ...
ธรรมที่ทรงนำมาสั่งสอนนั้นก็ยังสรุปลงได้ในคำพูดเพียงประโยคเดียวว่า “สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ” ซึ่งแปลว่า “ธรรมทั้งหลายทั้งปวงอันใครๆ ไม่ควรสำคัญมั่นหมายว่าตัวตนหรือของตน” ...
ข้อที่ควรทราบต่อไป สิ่งที่เรียกว่า “ธรรม” ยังเป็นของประหลาดในข้อที่ว่า เป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง เช่นเดียวกับสิ่งที่เรียกว่า “พระเป็นเจ้า” ...
อีกประการหนึ่ง สิ่งที่เรียกว่า “ธรรม” นี้ยังเป็นสิ่งที่มีอยู่ตลอดกาล ยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ดวงจันทร์เสียอีก
กฎทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า “สิ่งใดเหมาะสมที่จะอยู่ สิ่งนั้นจะคงอยู่หรือเหลืออยู่ สิ่งใดไม่เหมาะสมที่จะอยู่ คือเข้ากันไม่ได้กับสิ่งแวดล้อมเป็นต้นแล้ว สิ่งนั้นจะสูญไป” นั้นก็คือ กฎของธรรมโดยตรง และธรรมนั่นแหละเป็นสิ่งเดียวที่จะยังคงอยู่ตลอดกาล
ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่า “ธรรม” จึงตั้งอยู่ในฐานะสิ่งสูงสุดเหนือสิ่งอื่นใด จนกระทั่งแม้พระพุทธเจ้าทั้งหลายทุกพระองค์ก็ล้วนแต่ทรงเคารพธรรม ...
เนื้อตัวของเราทั้งหมดก็คือ “ธรรม” กฎธรรมชาติที่ควบคุมเราอยู่ก็คือ “ธรรม” หน้าที่ที่เราจะต้องกระทำให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาตินั้นๆ ก็คือ “ธรรม” และในที่สุด ผลต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา ตลอดจนถึงการบรรลุมรรคผลในขั้นสุดท้ายของเรา ก็คือ “ธรรม” อีกนั่นเอง
ดังนั้น พระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่า “ธัมมทีปา ธัมมสรณา” ซึ่งแปลว่า “ท่านทั้งหลายจงมีธรรมเป็นดวงประทีป จงมีธรรมเป็นที่พึ่งอาศัยเถิด” และพร้อมกันนั้นก็ได้ตรัสว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่เห็นเราตถาคต” ...
กิตติ ทีนิวส์ คัดมา
ติดตามเรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ ๙ กับเหล่าพระอริยสงฆ์อีกมากมายได้ในหนังสือ “มหาบพิตร : ในหลวงทรงถาม พระอรหันต์ตอบ” โดย “วีระวัฒน์ ชลสวัสดิ์”
สนใจหนังสือสั่งซื้อได้ที่ Line ID: @gppbook
โทรศัพท์. 0 2525 4242 ต่อ 201-203
