“เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้แปลว่า กลับไปจน แต่คือ รวยอย่างยั่งยืนและมีสติ” เทศนาธรรมหลวงปู่จันทร์ศรี จากปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงร.9

ติดตามเรื่องราวดีๆ อีกมากมายได้ที่ http://panyayan.tnews.co.th

คติธรรมหลวงปู่ใหญ่-พระอุดมญาณโมลี แสดงธรรมกรณีพิเศษ “ชีวิตแบบพอเพียง

นโม ตสฺส  ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหนฺติ (3 ครั้ง)

 

             บัดนี้จะแสดงธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคดม เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญาบารมีของท่าน  พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ซึ่งจะนำให้จิตของตนนั้นผ่องใสสะอาดปราศจากความชั่วร้ายทั้งหลายต่อไป

 “เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้แปลว่า กลับไปจน แต่คือ รวยอย่างยั่งยืนและมีสติ” เทศนาธรรมหลวงปู่จันทร์ศรี จากปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงร.9

                เราทุกคนจำกันว่าวันแรกที่เสด็จขึ้นครองราชย์ พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงตรัสว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งชาวสยาม” คำว่า “ธรรมะ” หรือ หรือธรรมในการปกครองแผ่นดิน ส่วนหนึ่ง คือ ศีล หรือทศพิธราชธรรม 10 ประการนั่นเอง  นี่เป็นธรรมาภิบาล ทศพิธราชธรรมนี้คงมิใช่เรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยึดปฏิบัติแต่เพียงพระองค์เดียว หากแต่พสกนิกรก็ควรยึดปฏิบัติด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อจรรโลงความมั่นคง มั่งคั่ง และความสงบสุขของประเทศ  ฉะนั้น “เศรษฐกิจพอเพียง”  จึงสอนให้เรารู้ถึงความร่ำรวย มั่นคงแบบยั่งยืน

 

               คำแรกที่พระองค์ทรงตรัส คือ  “ทำอะไรต้องใช้เหตุผล” ไม่ใช่วันดี คืนดี นึกอยากจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมก็กระโดดไปโดยไม่มีอะไรรับรอง

 

              คำที่สอง คือ “ทำอะไรพอประมาณ” อย่าทำอะไรเกินพละกำลังของเรา มิใช่มีอยู่แค่นี้ จะต้องกู้ยืมเขามา สุดท้ายก็ต้องเป็นหนี้ คำว่า พอประมาณ ถ้าแปลอีกอย่างหนึ่งว่า “ทำอะไรจะต้องตรวจตราศักยภาพของเรา” ว่าจะรับไหวหรือไม่ เกินศักยภาพของเราหรือไม่

 

              คำที่สาม “ทำอะไรต้องมีภูมิคุ้มกัน” ขณะเดียวกันก็ทำให้สอดคล้องกับสังคม ภูมิประเทศ และสอดคล้องกับมนุษย์ กับสภาวะแวดล้อม และคนในประเทศเดียวกัน แต่อยู่คนละฟากก็แตกต่างกัน วัฒนาธรรมประเพณีก็แตกต่างกัน

              ดังนั้น  จะทำอะไรต้องใช้เหตุผล อย่าหลงกระแส และต้องมีภูมิคุ้มกัน และต้องมีเงื่อนไขรองรับอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม จริยธรรมด้วย  “ประเทศตะวันตกเขาจะสอนให้รวย และหวังผลกำไรในด้านเดียว” แต่คำว่า เศรษฐกิจพอเพียง ที่ในหลวงท่านได้ทรงรับสั่งไว้ หมายความว่า  “รวยอย่างพอเพียง” คำว่ารวยอย่างพอเพียง ต้องนำไปด้วยความสุข เพราะฉะนั้น ความสุข อาจจะเกิดโดยไม่ต้องวัดที่ตัวเงินก็ได้

 “เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้แปลว่า กลับไปจน แต่คือ รวยอย่างยั่งยืนและมีสติ” เทศนาธรรมหลวงปู่จันทร์ศรี จากปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงร.9

              การอยู่อย่างพอเพียงคือ มีเหตุมีผล อยู่กินอย่างพอเพียง และขอย้ำว่า “ให้รวยอย่างฉลาด” ใช้ความร่ำรวยให้เป็นประโยชน์ ใช้ปัญญาเป็นเครื่องดับทุกข์ แต่ส่วนมากคนเราแยกไม่ออก แสวงหาแต่ความรวยเพื่อให้ได้ความสุข ที่ผ่านมาคนไทยเราคำนึงแต่เงินทอง ยึดกันแต่ตัวเลข กระแสสังคมทุกวันนี้ นึกแต่จะทำอย่างไรถึงจะรวย เราเองเอาตัวเองไปผูกมัดกับเงินตรา รู้แต่ปรัชญาที่ฝรั่งเขามาสอน มาใส่ให้เรา คือ “บริโภคนิยม” จะได้ยินเสมอว่า เดี๋ยวจะตามโลกไม่ทัน ฟังดูแล้วเป็นสังคมที่ขาดสติ ไม่ค่อยใช้สติปัญญา

 

              ทุกวันนี้ คนไทยเราอยู่กับความร่ำรวยที่ไม่มีพื้นฐานรับรอง นึกอยากเป็นประเทศอุตสาหกรรม ทั้ง ๆ ที่สินค้าของประเทศเรา 80 เปอร์เซ็นต์ มาจากการเกษตร แม้กระทั่งการพัฒนาด้านวัตถุต่าง ๆ ของเราก็ยังไม่พร้อม ยืมเขามาหมด ดูเหมือนว่าเรารวยแต่สิ่งที่ไม่ใช่ของเราเลย  คำว่า เศรษฐกิจพอเพียง นั้นมิได้แปลว่า ถอยหลังกลับไปจน ที่ถูกคือ รวยอย่างยั่งยืน รวยแบบไม่ล้ม รวยอย่างมีสติ

              ทุกวันนี้ เราใจร้อนเกินไป อยากเข้าไปสู่ยุคสมัยใหม่ ในที่สุดก็ต้องเผชิญกับสิ่งที่เราทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า  เพราะเป็นกระแสที่เราไม่อาจควบคุมได้ เนื่องจากเราไม่ได้สร้างฐานไว้รับรอง  กระแสสังคมเวลานี้ต้องได้รับการเตือนสติกันว่า อยู่อย่างพอเพียงนั้นเป็นอย่างไร และแตกต่างกันอย่างไรกับความรวยเป็นหมื่นล้าน แล้วก็มีแต่ความทุกข์ กิเลส ตัณหา เป็นตัวทำให้เราขาดสติปัญญา ซึ่งสำคัญที่สุด ที่มนุษย์จำเป็นต้องมี และนำมาใช้มาปฏิบัติในทุก ๆ สังคม  ชาวพุทธเราต้องหันมาศึกษาค้นคว้าให้รู้ให้เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ท่านได้เมตตาต่อชาวโลกนั้น ล้วนแล้วแต่นำมาซึ่งความสุขอย่างแท้จริง อย่างคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง”  ในทางพุทธศาสนา ตรงกับคำว่า “สนฺตุฏฺฐิ ปรมํ ธนำ”  ความสันโดษ แปลว่า มีทรัพย์อย่างยิ่ง เป็นที่น่ายินดี ความพอใจ คือความรู้จักพอดี ความรู้จักพอเพียง มี 3 อย่าง คือ
         

               (1)  ยินดี พอใจในสิ่งที่ได้มาด้วยเรี่ยวแรงของตน ในทางที่ชอบธรรม ไม่ดิ้นรน อยากได้จนทำให้เกิดความเดือดร้อน

                (2) ยินดี พอใจกำลังของตน ช้ำลังที่มีอยู่ เช่น ความรู้ ความสามารถให้เกิดผลเต็มที่ ไม่ย่อหย่อน บกพร่อง ไม่โลภ ไม่มักมาก ไม่สนองความต้องการด้วยการหา โดยทางทุจริต จนทำให้เกิดทุกข์

                (3) ยินดี พอใจ พอดีไม่เกินเลย สันโดษ ปฏิบัติแต่พอดี เพื่อให้เกิดความพอดีในชีวิตประจำวัน ไม่ฟุ้งเฟ้อเกินไป ไม่เขียมเกินไป ไม่ฟุ้งซ่านจนเกิดความเดือดร้อน เป็นต้น เป็นแนวปฏิบัติกลาง ๆ เพื่อให้ชีวิตอิ่ม ไม่บกพร่อง

                บางคนไม่รู้จักประมาณในการใช้จ่าย มุ่งแต่เพิ่มความสุขในทางวัตถุ แสวงหากับการอยู่เช่นนี้ หาได้ก็ไม่พอจ่าย  การรู้จักประมาณในการแสวงหา การอยู่เป็นประโยชน์แก่บุคคลฉันใด ย่อมเป็นประโยชน์แก่รัฐบาลด้วยฉันนั้น และเป็นเหตุ เป็นปัจจัยที่ทำให้ประเทศชาติเป็นประเทศที่มั่งคั่ง พวกเราได้รู้จักอุบาย ที่จะรักษาสมบัติของประเทศชาติ ให้พอสมแก่กำลัง ไม่ยังทรัพย์ให้เปลือง ไปในทางที่ไม่มีประโยชน์ พากันตั้งอยู่ในความพอดี รู้จักประมาณในการใช้จ่ายทรัพย์ เข้าใจผ่อนปรนเช่นนี้ ประเทศชาติย่อมมีความเจริญ สมบูรณ์ มั่นคงต่อไป ในคำสอนของสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงสอนให้เราละจากความชั่ว ตั้งใจบำเพ็ญกุศล ปฏิบัติขัดเกลาจิตใจของตนให้ผ่องใส ให้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง วันละเล็กละน้อย ถอยไป ในที่สุดเราก็จะได้รับผล คือ ความปิติยินดี ในคำสั่งสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ตรัสไว้แล้วนั้น ในที่สุดแห่งการแสดงพระธรรมเทศนา ด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงได้ปกป้องคุ้มครองท่านทั้งหลาย ให้ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย สุขกาย สุขใจ ปรารถนาสิ่งใดขอให้ได้สิ่งนั้นตามความมุ่งมาดปรารถนา ให้มีอายุมั่นขวัญยืนได้เป็นผู้อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาและประเทศชาติต่อไปเทอญ

 

ธรรมเทศนา จาก หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป-พระอุดมญาณโมลี วัดโพธิสมภรณ์อุดรธานี