- 07 ม.ค. 2560
ติดตามเรื่องราวดีๆ ได้ที่ http://panyayan.tnews.co.th/
๑๕๒ ปี น้อมรำลึก ๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กษัตริย์รัชกาลที่ ๔ พระองค์ที่ ๒ แห่งบรมราชจักรีวงศ์
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และสมเด็จพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี พระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๑
พระบาทสมเด็จพระปวเรนทราเมศมหิศเรศรังสรรค์ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระอนุชาของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ทรงได้รับพระบวรราชาภิเษกเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (พระมหาอุปราช) หรือที่ออกพระนามกันว่า "วังหน้า" มีพระเกียรติยศเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ ๒ เสมอด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๙๔ เมื่อมีพระชนมพรรษาได้ ๔๓ พรรษา มีพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า "สมเด็จพระปวเรนทราเมศ มหิศเรศ รังสรรค์ มหรรต วรรคโชไชย มโหฬารคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ บวรจักรพรรดิราช บวรนาถบพิตร พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว"
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระปรีชาสามารถหลายด้านตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งเป็นกรมขุนอิศเรศรังสรรค์ โปรดให้บังคับบัญชาทหารปืนใหญ่ ทหารแม่นปืนหน้าปืนหลัง ว่าการกรมทหารญวนอาสารบ แขกอาสา ซึ่งเป็นกองทหารที่สำคัญและมีกำลังคนมาก ทรงแปลและเรียบเรียงตำราปืนใหญ่ รวมทั้งอำนวยการฝึกหัดทหารปืนใหญ่ ทำให้กองทหารมีระเบียบวินัยแบบตะวันตก
นอกจากนี้ ยังทรงใฝ่พระทัยในวิทยาการด้านจักรกล และอาวุธยุทธภัณฑ์ ทรงวางแผนการสร้างเรือรบแบบทันสมัย ทรงส่งนักเรียนไปศึกษาวิชาต่อเรือที่ประเทศอังกฤษ ทรงสร้างเรือเดินทะเล เพื่อติดต่อค้าขายกับเมืองจีน เช่น เรือพุทธอำนาจ ราชฤทธ์ อุดมเดช อาสาวดีรส เป็นต้น และทรงคิดสร้างเมืองชายทะเลให้เป็นเมืองเรือหรือเมืองป้อม ใน พ.ศ. ๒๓๘๔ รัชกาลที่ ๓ โปรดให้พระองค์เป็นแม่ทัพเรือ ไปตีเมืองบันทายมาศ เพื่อปราบปรามญวน
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงเฉลิมพระนามเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าอิศเรศจุฑามณี แล้วพระราชทานบวรราชาภิเษกเป็น พระบาทสมเด็จพระปวเรนทราเมศร มหิศเรศรังสรรค์ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระเกียรติยศเป็นอย่างพระเจ้าแผ่นดิน
ด้วยความที่ทรงใฝ่พระทัยในวิทยาการตะวันตก โปรดให้นำธรรมเนียมปฏิบัติแบบตะวันตกมาใช้หลายอย่าง เช่น โปรดให้ติดตั้งเสาธง เพื่อชักธงพระจุฑามณี ออกแบบตราประจำพระองค์เป็นรูปพระปิ่น สมอเรือ และปืนใหญ่ แสดงถึงการที่ทรงบังคับบัญชาทั้งทหารเรือและทหารปืนใหญ่ ทรงสนพระทัยวิทยาศาสตร์แผนใหม่ โปรดให้หมอเฮ้าส์ เข้าเฝ้า เพื่อสอนวิธีทำแก๊สในพระราชวังบวรสถานมงคล มีโรงกลั่นลมประทีป นำสูบน้ำดับเพลิงมาใช้ โปรดการแก้นาฬิกาจนมีชื่อเสียงมาก
ในด้านการปกครอง แม้จะไม่ทรงมีหน้าที่โดยตรง แต่พระองค์ก็โปรดการเสด็จประพาสหัวเมือง โดยเฉพาะภาคอีสาน โปรดให้สร้างพระตำหนักที่บ้านสีทา จังหวัดสระบุรี
ส่วนพระองค์ โปรดกวีนิพนธ์ และการดนตรีมาก มักเสด็จไปชุมนุมเล่นสักวาเป็นประจำ ทรงประดิษฐ์เครื่องดนตรีอย่างใหม่ คือ ระนาดทุ้มเหล็ก โดยทรงดัดแปลงจากหีบเพลงฝรั่ง พระองค์โปรดแคน ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีอีสาน โปรดการแต่งกลอนแอ่วลาว
เบื้องปลายพระชนม์ชีพ พระองค์ประชวรเรื้อรังเป็นเวลาประมาณ ๕ ปี เสด็จสวรรคต เดือน ๒ แรม ๖ ค่ำ เวลาย่ำรุ่ง ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๐๘ รวมพระชนมพรรษา ๕๘ พรรษา อยู่ในอุปราชาภิเษกสมบัติ ๑๕ ปี
ข้อมูลจาก : “เพจยอดทอง”
ในหนังสือพระราชกิจจานุกิจ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เรียบเรียงโดยนายอำพัน ตัณฑวรรณะ พิมพ์ พ.ศ.๒๕๒๔ บรรยายว่า…
มีเสียงเล่าลือว่า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีวิชาอาคม เช่น ทรงล่อม้าล่อช้างที่กำลังตกมันก็ไม่มีอันตรายใดๆ บางคนว่าทรงหายพระองค์ได้ บางคนว่าทรงเหยียบเรือรบฝรั่งเอียง แม้เมื่อทรงช้างก็ว่า ทรงมีท่าทีเข้มแข็งนัก
ตอนหนึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรัสว่าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯนั้น ทรงอยู่ยงคงกระพัน แม้ในรัชกาลที่ ๖ ก็มีผู้กล่าวว่า วังหน้าพระองค์นี้ทรงอยู่อย่างผู้สำเร็จเป็นที่เข้าใจว่าจะทรงบำบัดอันตรายในคราวที่บ้านเมืองต้องประสงค์
อ่านเรื่องราวของสมเด็จพระปิ่นเกล้าเพิ่มเติม :พระชะตาแรงจนประวัติศาสตร์ต้องจารึก เมื่อประเทศไทยมีพระเจ้าแผ่นพระองค์ที่2 คลิก (http://panyayan.tnews.co.th/contents/215290/)
ข่าวโดย : ไญยิกา เมืองจำนงค์ (ทีมข่าวปัญญาญาณ ทีนิวส์)
