- 02 ก.พ. 2560
ติดตามเรื่องราวดีๆได้ที่ http://panyayan.tnews.co.th/
จากที่มีข่าวเรื่องการชนะคดีของชาวหาดราไวย์ ในโลกโซเชียลต่างแชร์ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 เสด็จเยี่ยมราษฎร เมื่อปี พ.ศ.2502 ทำให้ชาวราไวย์ชนะคดีการขับไล่ที่ด้วยภาพดังกล่าวเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ
คลิกอ่านข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ที่ : ย้อนชมคลิปในหลวง ร.9 เสด็จหาดราไวย์
จากการแชร์ภาพดังกล่าว นอกจากจะเป็นหลักฐานเพื่อช่วยในคดีของชาวราไวย์แล้ว ยังเป็นเครื่องยืนยันข้อเท็จจริงให้เราชาวไทย ได้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ว่าพระองค์ทรงงานในถิ่นทุรกันดารและเสด็จเยี่ยมราษฎรทั่วถึงทรงไม่ละเลยแม้แต่หมู่บ้านเล็กๆ และอีกหลายพื้นที่ที่ไม่มีใครรู้จัก จนกล่าวได้อย่างภาคภูมิว่า เรามีพระมหากษัตริย์ซึ่งรู้จักเมืองไทยอย่างถี่ถ้วนโดยแท้จริง
วันนี้ ทางทีมข่าวปัญญาญาณ ทีนิวส์ จึงขอย้อนรำลึกเรื่องราวราว ความทรงจำด้วยภาพถ่ายที่หาดูยาก ในการทรงงานในถิ่นทุรกันดาร... ในที่ที่ยุคนั้น การเจริญยังเข้าไม่ถึง แต่พระราชา พระราชินีของเรา กลับเสด็จเยี่ยมเยือนอย่างไม่ทรงกลัวต่อภยันตรายและไม่ทรงย่อท้อต่อความเหนื่อยยากแม้แต่น้อย
ดังข้อความที่ พล.ต.มล.จุลเจิม โพสต์ลงเฟซบุ๊ค ในหลวง รักคนไทยอย่างไร 2
ขออนุญาต เพื่อนๆแฟนคลับ วันนี้เข้าร่วมกับบันทึก “ในหลวงรักคนไทยอย่างไร..” จากแฟนคลับสักนิดนะครับ… มีแฟนคลับท่านหนึ่ง (คุณซอยห้า ขวามือ) เล่าเรื่อง ในหลวงกับคุณย่า ครั้งในทอดกฐิน ในบันทึก ในหลวง รักคนไทยอย่างไร ตอนที่แล้ว
ทำให้ผม นึกถึงเรื่อง “ความรักและพระเมตตา” ของพระองค์ท่านกับพสกนิกรทั่วแผ่นดิน โดยเฉพาะคนที่คิดว่าตนเองเป็นคนธรรมดา หรือเป็นจุดเล็กๆ จุดหนึ่ง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯน่าจะมองไม่เห็น
คงจำกันได้ เรามักได้ยินและอ่านเรื่อง เมื่อครั้งเสด็จนิวัติพระนคร เรื่องเสียงตะโกนจากประชาชนริมข้างทางเสด็จว่า… “ในหลวงอย่าทิ้งประชาชน” เสมอ ๆ ….
ซึ่งในสมัยก่อน ขบวนรถจะขับด้วยความเร็วค่อนข้างมาก หลายคนคงจะนึกไม่ถึงว่า ระหว่างสองข้างทางที่เสด็จฯ แต่ทำไมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯถึงทรง “เห็น” และ“ได้ยิน” เสียงของราษฎรสองข้างทาง ผมอยากจะบอกว่า เพราะพระองค์ทรงมองดู ทรงเฝ้าดู และทรงเห็น ราษฎรของพระองค์ตลอดเส้นทาง ทรงเพ่งดูเห็นความไม่สบายกาย ไม่สบายใจของพสกนิกรของพระองค์ตลอดเวลา
พระองค์ทรงรักและห่วงใย พสกนิกรทั้งที่ทอดพระเนตรเห็นด้วยพระองค์เองและที่ได้รับทราบจากข้าราชการที่ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง และนี่ไม่ใช่เรื่องที่ เสก (Make) ขึ้นดังที่ฝ่ายโจมตีสถาบันกล่าวอ้าง
ผมจำได้ว่ามีเรื่องเล่าจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เล่าให้ผมฟังว่า พระองค์ได้รับการทูลเชิญเสด็จเยี่ยมประเทศจีน เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ซึ่งครั้งนั้น ทั้งสองประเทศมีลัทธิการปกครองที่ต่างกัน ยังไม่ได้เจริญไมตรีทางการทูตต่อกันอย่างชัดเจน เช่นทุกวันนี้ พระองค์ทรงตอบรับด้วยน้ำใจอันดีของเขาว่า พระองค์ขอบใจและรับคำเชิญ แต่ขอให้พระองค์ได้เสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรของพระองค์ ให้ทั่วถึงก่อน….
ภาพที่เราเห็นพระองค์เสด็จตระเวนทั่วแผ่นดินไทย ไปทั่วถึงแทบทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ยากจน แห้งแล้งทุรกันดาร แม้ในพื้นที่ๆมีความขัดแย้ง ที่ยิงกันตลอดเวลาในสมัยหนึ่ง(พื้นที่สีแดง) พระองค์ยังทรงเสด็จฯไปเยี่ยมราษฎรที่ยากจน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและลำบากมาก สำหรับทหาร,ตำรวจ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง ในการถวายการอารักขาและความปลอดภัย หน่วยงานในการรักษาความปลอดภัย ตลอดเจ้าหน้าที่บ้านเมืองทุกคนได้ทูลคัดค้านในการเสด็จพระราชดำเนิน ทั้งที่พระองค์ไม่ควรต้องลำบาก เพราะไม่มีหน้าที่รับผิดชอบใดๆ แต่พระองค์ทรงไม่ฟังคำขัดค้านของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง และได้เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่อันตรายดังกล่าว
ผมอยากย้ำจุดนี้จริงๆ เพราะหลายคน รวมถึงนักวิชาการบางท่านมักชอบพูดว่า สถาบันไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกคนในคณะรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยไม่เคยทำหน้าที่ให้ดี ตามความรับผิดชอบที่ตนควรยึดถือ จนทำให้พสกนิกรของพระองค์ที่ ทุกข์ยาก ยากจนซ้ำซาก ยาวนาน จนถึงทุกวันนี้…และแม้ขณะที่ผมเขียนเรื่องนี้ก็ตาม…
จนผมอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าผมหรือพวกคุณๆ ทั้งหลายถูกกีดกันจนไม่มีหน้าที่อะไรต่อประชาชนผู้ยากไร้ และก็วางเฉยบ้างนั้น จะผิดไหม??? แต่เมื่อได้เห็นสิ่งที่ในหลวงปฏิบัติแล้ว ผมรู้สึกว่า ถ้าผมทำอย่างนี้ พวกเราก็คงเป็นพวกเห็นแก่ตัวอย่างมาก
คนไทยก็รู้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงทำหน้าที่พระมหากษัตริย์ เกินกว่าหน้าที่ที่ทรงเป็นไปหลายร้อยเท่า
ขณะที่ผู้มีหน้าที่ในบ้านเมืองในปัจจุบัน แค่ปกป้องพระเกียรติยศ ให้ปลอดจากการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ยังทำหน้าที่อ่อนหัด ไปหลายร้อยเท่า..อย่างน่าสลดใจ
ในฐานะเป็นนายทหารรักษาพระองค์ การถวายความปลอดภัยในพื้นที่ขัดแย้งทางการเมืองเมื่อ 50 ปี ก่อนเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่เราทุกคนก็รู้ว่า วันเวลาพิสูจน์แล้วว่า ทหารอย่างผมคิดผิด พระองค์ทรงสามารถเหยียบย่ำบนพื้นแผ่นดินไทยได้ทุกหนแห่ง จนผมอยากใช้คำว่า ทุกตารางนิ้ว
...อาวุธ ในพระหัตถ์ (มือ) ของพระองค์ คือ แผนที่ ดินสอ และกล้องถ่ายรูป
เครดิต : ข้อความส่วนหนึ่งจากเฟซบุ๊ค ของ พล.ต.มล.จุลเจิม
คลิกอ่านเรื่องราวอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้ที่ : พระมหากษัตริย์ที่โปรดทรงงานกับพื้น มากกว่าพระเก้าอี้
ข่าว : ไญยิกา เมืองจำนงค์ (ทีมข่าวปัญญาญาณ ทีนิวส์)
