- 21 มี.ค. 2560
รู้จริง...รู้แจ้ง...ทุกเรื่องราวแห่งปาฏิหาริย์ http://www.tnews.co.th
หลังจากที่มีข่าวเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ว่า ทหารนายหนึ่งขับรถยนต์เบียดกับจักรยานยนต์จนเสียหลักไปเบียดรถยนต์อีกคันหนึ่ง และเมื่อตกลงกันไม่ได้ ทหารนายนั้นก็เลยขับรถหนีไป ทำให้คู่กรณีต้องขับรถตามมาเคลียร์ จนกระทั่งกลายเป็นที่มาของประโยคว่า “ทหารไม่ได้ชนแล้วหนี แต่หนีอารมณ์คู่กรณี” นั้น
ล่าสุด เพจดังที่ใช้ชื่อว่า “น้องง” ก็ได้เอาประโยคดังกล่าวมาล้อเลียนเกาะกระแสเพื่อ "แซะทหาร" บ้าง ซึ่งก็คงไม่แปลกอะไรถ้าหากว่าภาพประกอบการล้อเลียนไม่ใช่ภาพนี้...
"ฉันหยุดแล้ว แล้วเธอหยุดได้ไหม"
ตามท้องเรื่องในพุทธประวัติ ภาพนี้เป็นภาพของ “องคุลิมาล” มหาโจรผู้โด่งดังที่ไล่ตามพระพุทธเจ้า หมายจะตัดนิ้วของพระองค์ให้ได้เป็นนิ้วที่หนึ่งพัน แต่ปรากฏว่าองคุลิมาลไล่เท่าไหร่ก็ไม่ทันจนต้องร้องเรียกให้พระองค์หยุด ในขณะที่พระองค์ยังคงเสด็จไปเรื่อยๆ และตรัสตอบเป็นปริศนาธรรมในที่สุดว่า “เราหยุดแล้ว ... แต่ท่านต่างหากที่ยังไม่หยุด!!” (ซึ่งหมายถึงหยุดจากการเข่นฆ่าและแสวงหาในหนทางที่ผิด)
แต่การที่เพจ “น้องง” นำภาพดังกล่าวมา “ล้อเลียน” ด้วยการบิดเบือนเนื้อหาแล้วเปรียบเทียบ หวังจะ “แซะทหาร” กรณีชนแล้วหนีนั้น พฤติกรรมเยี่ยงนี้ถือว่า “ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง” เพราะการนำบุคคลที่มีความสำคัญต่อมนุษยชาติมา “ล้อเล่น” ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามนั้น พูดได้คำเดียวว่าเป็น “บาปหนัก”
ดูเผินๆ เหมือนเป็นเรื่องตลกที่นำมาแซวกันเล่น แต่เอาเข้าจริงต้องถือว่าเป็นบาปหนัก เพราะพฤติกรรมดังกล่าวจัดเป็น “วจีกรรม” (กรรมทางคำพูด-ซึ่งการเขียนก็นับเป็นรูปแบบหนึ่งของวจีกรรม) ที่สะท้อนถึงเจตนาของผู้กระทำ ซึ่งถ้าพิจารณาตามหลัก “อกุศลกรรมบถ” ก็ชัดเจนว่าเข้าข่าย “วจีทุจริต” ครบทุกข้อ (เท็จ-ส่อเสียด-หยาบคาย-เหลวไหลไร้ประโยชน์)
ลำพังการก่อกรรมกับคนธรรมดาด้วยวจีทุจริตก็ย่อมได้รับผลกรรมที่ทำให้ชีวิตเสื่อมอยู่แล้ว แต่นี่คือการทำกรรมกับ “พระพุทธเจ้า” ซึ่งเป็นบุคคลที่ผ่านการบำเพ็ญบารมีมานานถึงสี่อสงไขยกับอีกหนึ่งแสนมหากัป (คือยาวนานจนไม่สามารถบรรยายด้วยระบบเวลาแบบที่เราใช้กันอยู่ได้ - อสงไขยแปลว่า “นับไม่ได้, นับไม่ถ้วน”) และผลจากการบำเพ็ญเพียรนั้นก็ทำให้พระองค์สมบูรณ์พร้อมด้วย “พระพุทธคุณ” สามประการ คือ ปัญญาคุณ (สมบูรณ์พร้อมด้วยปัญญา) วิสุทธิคุณ (สมบูรณ์พร้อมด้วยความบริสุทธิ์) และกรุณาคุณ (สมบูรณ์พร้อมด้วยความเมตตากรุณา) ซึ่งพระพุทธคุณทั้งสามนี้ก็ได้อำนวยประโยชน์สุขให้แก่สรรพสัตว์อย่างมากมายมหาศาลจวบจนทุกวันนี้
ตามหลักกฎแห่งกรรม สิ่งที่มนุษย์กระทำย่อมได้รับการตอบแทน (หรือตอบสนอง) อย่างยุติธรรมตาม “ความรุนแรงของเจตนา” และ “คุณสมบัติของสิ่งที่ถูกกระทำ” เช่น ทำบุญกับพระอรหันต์ย่อมได้บุญมากกว่าทำบุญกับคนธรรมดา ฆ่าพ่อฆ่าแม่ย่อมเป็นบาปหนักยิ่งกว่าการฆ่าคนชั่ว ยิ่งถ้าทำกรรมกับพระพุทธเจ้าไม่ว่าจะดีหรือชั่ว ผลที่ได้รับก็ยิ่งมากขึ้นเป็นทบทวี
พฤติกรรมของเพจ “น้องง” เราอาจเห็นไม่ชัดว่ามีเจตนารุนแรงแค่ไหน (เพราะเป็นเรื่องภายในจิตใจ) แต่สิ่งที่เห็นชัดเจนและปฏิเสธไม่ได้ก็คือ “พระพุทธเจ้าคือบุคคลที่ถูกกระทำ” ซึ่งน้ำหนักของกรรมนั้นถือว่าอยู่ในระดับวิกฤติที่พุทธศาสนาเรียกว่า “อนันตริยกรรม” อันมีบทลงโทษรุนแรงถึงขั้นต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรกเพื่อชดใช้กรรมให้ทัดเทียมกับบาปที่หนักหน่วงนั้น
ในอดีตสมัยพุทธกาลก็มีตัวอย่างของผู้ที่ได้รับผลของกรรมหนักที่กระทำต่อพระพุทธเจ้ามาแล้ว เช่น พระเทวทัตที่ลอบทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต ผลสุดท้ายก็โดนธรณีสูบและยังชดใช้กรรมอยู่ในนรกอเวจีจนบัดนี้ หรือนางจิญจมาณวิกาที่ให้ร้ายพระพุทธเจ้าว่าเป็นคนทำให้เธอท้อง จนตัวเองต้องโดนธรณีสูบอยู่ใกล้ๆ กับบริเวณที่พระเทวทัตโดนนั่นเอง
ด้วยหลักเหตุผลและกฎแห่งกรรมเช่นนี้ ใครที่ทำกรรมหนักกับพระพุทธเจ้าเอาไว้ ไม่ว่าจะด้วยความคึกคะนองหรืออาฆาตมาดร้ายก็ตาม จงเตรียมตัวไปชดใช้กรรมในนรกได้เลย!!
พระเทวทัตถูกธรณีสูบเพราะทำร้ายพระพุทธเจ้า
นางจิญจมาณวิกาให้ร้ายพระพุทธเจ้า ผลสุดท้ายต้องโดนธรณีสูบ
ณัฐวุฒิ แจ๊ดสูงเนิน / สำนักข่าวทีนิวส์ : รายงาน
