- 11 เม.ย. 2560
ติดตามเรื่องราวดีๆ อีกมากมายได้ที่ http://www.tnews.co.th
จากกรณีที่ประธานชมรมสื่อส่งเสริมพระพุทธศานา นายวิชัย ประเสริฐสุดสิริ พร้อมคณะ เดินทางไปยัง กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม ในวันนี้(10เม.ย.60) เวลา 10.00น. โดยนำเอกสารยืนร้อง พระสุวิทย์ ธีรธัมโม หรือ หลวงปู่พุทธอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ในกรณีที่พระพุทธอิสระ ทำการปลุกเสกพระนาคปรก หลังพระปรามาภิไธย ภปร. อุดปรอท รุ่นหนึ่งในปฐพี ด้วยเลือดของพระพุทธอิสระเอง ซึ่งไม่ใช่แนวทางของพระพุทธศาสนา และเป็นการจาบจ้วงเบื้องสูง ที่อาจจะไม่มีการขอพระบรมราชานุญาตในการทำพระปรมาภิไธย ภปร. มาใช้ประกอบกับวัตถุ ซึ่งถือเป็นการทำผิดกฎหมาย จึงมาร้องเรียน เพื่อให้กองปราบปรามตรวจสอบหาข้อเท็จจริง และถ้าหากเป็นจริง ตนเองขอให้ทางกองปราบปรามดำเนินการตามกฎหมายด้วย
โดยพระพุทธอิสระจะเดินทางไปยังกองกำกับการปราบปราม ในวันอังคารที่ 11 เมษายน 2560 เวลา 9.00 น. เพื่อยื่นหลักฐานการขออนุญาตจัดสร้างพระนาคปรกรุ่น หนึ่งในปฐพี แก่พนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามที่มีผู้ร้องขอให้กองปราบปรามตรวจสอบการจัดสร้างพระรุ่นดังกล่าว
ซึ่งเรื่องนี้ พระพุทธะอิสระได้ แสดงความเห็นมานานแล้ว ตั้งแต่ ปลายปี 2559 ดังนี้..
...อย่าไปถามหาเหตุผลอะไรกับคนโง่
วันที่ ๖ ธันวาคม ขณะที่ฉันกำลังนั่งรถ กลับจากเต็นท์หมายเลข ๙ ในเวลา ๒ ทุ่มเศษ
พระฉัตรชัยแห่งวัดธรรมศาลา (วัดหลวงพ่อน้อย) ได้โทรมารายงานว่า เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม ได้ปรารภขึ้นในที่ประชุมว่า วัดอ้อน้อยโดยพุทธะอิสระ ได้อันเชิญพระบรมฉายาลักษณ์และพระปรมาภิไธย ภปร. และ สก. มาประดิษฐานเอาไว้ด้านหลังพระพิมพ์นาคปรก ที่พุทธะอิสระได้จัดสร้างขึ้น ได้ทำเรื่องขออนุญาตสำนักราชวัง หรือไม่
ที่จริงการนำพระปรมาภิไธยของล้นเกล้าทั้งสองพระองค์มาประดิษฐานไว้ด้านหลังพระพิมพ์ ก็ด้วยเจตนาที่จะเฉลิมพระเกียรติต่อล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ และต้องการจัดนำพระนั้นบรรจุเอาไว้ที่ฐานพระมหาพุทธพิมพ์นาคปรก ที่ด้านหน้ามูลนิธิธรรมอิสระ
อีกทั้งมีบางส่วนที่ได้แจกจ่ายให้กับประชาชนทั่วไปมาหลายครั้ง และได้มอบให้กับผู้มีจิตศรัทธาช่วยบริจาคในการจัดสร้างพระมหาพุทธพิมพ์ซึ่งก็มีจำนวนไม่มากนัก และในส่วนนี้ได้มีการทำพิธีประสะโลหิตแบบโบราณ ตามคติความเชื่อของคนไทย ซึ่งมีอยู่ในสายเลือด
ซึ่งก่อนจะมีการจัดสร้าง ก็ได้ให้มูลนิธิธรรมอิสระทำหนังสือขออนุญาตแก่สำนักพระราชวัง โดยมีคุณแก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการสำนักพระราชวังเป็นผู้รับทราบเรื่องมาโดยตลอด แต่ที่กลายมาเป็นประเด็นก็เพราะมีพวกลิ่วล้อธรรมกายพยายามนำเอาภาพพระพิมพ์นาคปรกที่ฉันกำลังทำพิธีบรรจุปรอทประสะโลหิต มาโจมตีถึงความไม่เหมาะสมว่าไปดูหมิ่นสถาบัน
พวกลิ่วล้อธรรมกายพยายามเปิดประเด็นโจมตีฉันอยู่เป็นปี ซึ่งฉันก็มิได้ตอบโต้ เพราะกลัวว่าจะทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท แต่ก็รอดูอยู่ว่าเมื่อไหร่พวกเขาจะไปแจ้งความร้องทุกข์จับฉัน หากพวกเขาเห็นว่าฉันหมิ่นสถาบัน แต่จนถึงเวลานี้ คนพวกนี้ก็มีแต่เห่าสร้างความรำคาญ ไม่กล้ากัดเสียที ฉันกะว่าหากพวกเขาไปแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่เมื่อไหร่ เมื่อนั้นคือเวลาที่จะต้องไปให้หลักฐานในชั้นศาล
แต่ที่เป็นเรื่องน่าแปลกใจก็คือ ท่านเจ้าคณะจังหวัดนครปฐมกลับออกมารับลูกของพวกธรรมกายมาเล่นงานวัดอ้อน้อยและพุทธะอิสระ ฉันจึงให้ผู้กองกุดโทรไปหาเจ้าคุณแย้มสอบถามที่มาที่ไปของเหตุที่ทำไมเจ้าคณะจังหวัดนครปฐมหันมาสนใจเรื่องนี้
เจ้าคุณแย้ม รองเจ้าคณะจังหวัด จึงแจ้งให้ทราบว่า เพราะสำนักพุทธประสานเจ้าคณะจังหวัดมาให้สอบถาม พุทธะอิสระจึงมาคิดว่า ทีเรื่องของพุทธะอิสระ ถ้าเห็นว่ามีช่องทางจะเล่นงานได้ พวกสำนักพุทธดูจะเร็วไวเด้งรับงานธรรมกายทันที
ทีเรื่องพุทธะอิสระไปแจ้งให้ดำเนินการกับธรรมกายที่ทำผิดพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมือง แต่พวกสำนักพุทธก็ทำเป็นหูหนวกตาบอด เบ๊าะแบ๊ะๆ แล้วก็ผายลมออกมาว่าไม่มีอำนาจ ไม่ใช่หน้าที่
พุทธะอิสระจึงบอกแก่ท่านรองเจ้าคณะจังหวัดไปว่า หากเจ้าคณะจังหวัดต้องการจะรู้ว่าได้รับอนุญาตหรือไม่ ก็ให้มาถามพุทธะอิสระเอง อย่าไปสอบถามเจ้าอาวาสเลย เพราะการขออนุญาตต่อสำนักพระราชวัง พุทธะอิสระเป็นผู้สั่งการแก่มูลนิธิธรรมอิสระ และหากใครมีปัญหาค้างคาใจหรือแน่ใจว่าพุทธะอิสระกำลังแอบอ้างเบื้องสูง ดูหมิ่นสถาบัน ก็ให้ไปแจ้งความร้องทุกข์ได้ และก็เตรียมหลักฐานการกระทำผิดของพุทธะอิสระเอาไว้ให้ครบถ้วนเพื่อใช้เบิกความในชั้นศาล
ด้วยเหตุนี้ จะเป็นพวกธรรมกายก็ดี สำนักพุทธก็ดี หรือเจ้าคณะจังหวัดก็ดีสามารถใช้สิทธิ์ไปแจ้งความร้องทุกข์แก่เจ้าหน้าที่ได้ อย่ามาดราม่าสร้างประเด็นใส่ร้ายพุทธะอิสระอยู่เลย เดี๋ยวจะกลายเป็นเหตุดาบนั้นคืนสนองเสียเปล่าๆ
และขอบอกว่า คนอย่างพุทธะอิสระไม่ใช่พวกหน้าตัวเมียหนีความจริง หรือกลัวความผิดของตนเอง พร้อมจะพิสูจน์ในทุกศาล แม้แต่ศาลไคฟง และถ้าพิสูจน์ได้ว่าพุทธะอิสระผิด จักไม่ขี้ขลาด หลบหน้าอยู่ใต้กระโปรงของลิ่วล้อเหมือนดั่งเจ้าลัทธิธรรมกายที่กำลังทำอยู่ในเวลานี้ดอก และไม่อาจเอื้อมที่จะถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ตัวเองเหมือนดั่งพวกลัทธิธรรมกายที่กำลังล่ารายชื่อถวายฎีกา
พุทธะอิสระ
