- 04 พ.ค. 2560
ติดตามเรื่องราวดีๆ อีกมากมายได้ที่ http://www.tnews.co.th
นายแพทย์ใหญ่สมัยรัชกาลที่ ๕
คงมีน้อยคนนักที่จะทราบว่าการก่อกำเนิดขึ้นของโรงเรียนแพทย์หลวง หรือราชแพทยาลัย โรงพยาบาลศิริราชนั้น มีชาวต่างชาติท่านหนึ่งที่ได้มีส่วนในการก่อตั้งขึ้น ชาวต่างชาติท่านนี้มีนามว่า นายแพทย์ยอร์ช บี.แม็คฟาร์แลนด์ หรืออำมาตย์เอก พระอาจวิทยาคม ท่านเป็นชาวอเมริกันที่เติบโตท่ามกลางบรรยากาศท้องทุ่งและไร่นาในจังหวัดเพชรบุรี เมื่อครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ พระอาจวิทยาคมจึงมีความเป็นสยาม ๑๐๐% และที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด คือ ความรักในแผ่นดินสยาม ที่ท่านยกย่อง และเทิดทูนพระมหากษัตริย์ไทยว่าเป็นที่สุดของดวงใจของเขา พระอาจวิทยาคมได้มีโอกาสย้ายถิ่นฐานเข้ามาพำนักในพระนคร เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าหลวงทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งคุณพ่อของท่านให้มาดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ใหญ่ ณ โรงเรียนหลวงแห่งแรก ในกรุงเทพมหานคร พระอาจวิทยาคมมีความขยัน ใฝ่รู้ และรักการเรียน ท่านได้เลือกเรียนต่อทางด้านการแพทย์ และเรียนจบทั้งทางด้านอักษรศาสตร์ ทันตแพทย์ และศัลยแพทย์ จากมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกา
หลังจากที่ท่านจบการศึกษาแล้ว จึงได้กลับมายังสยามประเทศ และได้เป็นอาจารย์ใหญ่ เช่นเดียวกับพ่อของท่านที่โรงเรียนแพทย์หลวง หรือราชแพทยาลัย โรงพยาบาลศิริราช ในช่วงเวลาแห่งการสร้างและเริ่มต้นโรงเรียนแพทย์หลวงแห่งแรกนั้น พระอาจวิทยาคมมีความพยายาม มานะและอดทนเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยในสมัยนั้นการศึกษายังไม่ก้าวหน้า ประชาชนที่รู้การศึกษาน้อยมาก และยังมีปํญหาเรื่องการอ่านออกเขียนได้ นอกเหนือจากนั้นการแพทย์แผนตะวันตกยังไม่เป็นที่นิยมของชาวสยามในเวลานั้น เนื่องจากยังนิยมและเชื่อมั่นในแพทย์แผนไทยมากกว่า แต่ท่านก็ได้ทุ่มเท ทั้งแรงกายและแรงใจ สร้างความเข้าใจและเผยแพร่การแพทย์สมัยใหม่ให้ชาวสยามได้รู้จักโดยการเรียบเรียงตำราแพทย์ และบัญญัติคำศัพท์แพทย์ขึ้นใช้เป็นคนแรกของสยาม ทำให้ชาวสยามได้รู้จักแพทย์แผนตะวันตกมากขึ้น และได้ยกย่องท่านในขณะนั้นว่าเป็นบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน และมีสมญานามว่า เป็นอิฐก้อนแรกของโรงเรียนแพทย์
พระอาจวิทยาคมทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ จวบจนกระทั่งสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงเข้ามารับช่วงต่อ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ท่านกำลังจะเกษียณราชการ หลังจากที่ท่านเกษียณอายุราชการแล้ว ท่านยังคงไม่หยุดนิ่ง ยังใฝรู้และยังคงมีความปรารถนาดีต่อชาวสยาม ที่ต้องการจะนำพาเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาให้ชาวสยามได้รู้จักและเรียนรู้
หากจะกล่าวถึงพิมพ์ดีดไทยที่เราใช้กันทุกวันนี้ คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า พระอาจวิทยาคมเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยขึ้น โดยปรึกษาและค้นคว้ากับพนักงานบริษัท ๒ คนคือ นายสวัสดิ์ มากประยูร และนายสุวรรณประเสริฐ เกษมณี (กิมเฮง) ใช้เวลา ๗ ปีก็วางแป้นอักษรใหม่สำเร็จ ใน พ.ศ. ๒๔๗๔ สามารถพิมพ์ได้ถนัดที่สุดและรวดเร็วที่สุด ให้ชื่อว่าแบบ “เกษมณี” และใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้
ต่อมามีการศึกษาพบว่า เครื่องพิมพ์ดีดแบบเกษมณียังมีข้อบกพร่อง และได้มีการคิดวางแป้นอักษรใหม่ ใช้ชื่อว่า “ปัตตะโชติ” ซึ่งสภาวิจัยแห่งชาติตรวจสอบแล้วว่าสามารถพิมพ์ได้เร็วกว่าแบบเดิมประมาณ ๒๕.๘% ตัวอักษรไทย รวมถึงสระและวรรณยุกต์ที่เราคุ้นเคยอยู่บนแป้นพิมพ์ดีด และคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ คือผลงานการคิดค้นของท่าน แป้นพิมพ์เกษมณี เป็นผังแป้นพิมพ์ภาษาไทย คิดค้นโดยคุณสุวรรณประเสริฐ เกษมณี ซึ่งถูกสร้างมาเพื่อใช้กับเครื่องพิมพ์ดีด (ซึ่งไม่มี ฃ/ฅ) ไม่ใช่กับคอมพิวเตอร์โดยตรง โดยในตอนแรกผังแป้นพิมพ์นี้ถูกเรียกว่า “แบบมาตรฐาน” เนื่องจากเป็นผังแป้นพิมพ์แบบแรก ๆ ที่ถูกใช้ ต่อมาได้ถูกเรียกว่า แป้นพิมพ์เกษมณีจากผู้ร่วมงาน เนื่องจากคุณสฤษดิ์ ปัตตะโชติ ได้นำเสนอผังแป้นพิมพ์แบบใหม่ที่เรียกว่าแป้นพิมพ์ปัตตะโชติ ปัจจุบัน แป้นพิมพ์เกษมณีถูกนำไปพัฒนาเป็นแป้นพิมพ์ของคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
สำหรับผลงานด้านพจนานุกรมหรือที่เรียกกันว่าดิกชันนารี อังกฤษ-ไทย" ของตระกูลแม็คฟาร์แลนด์ นั้นนับเป็นผลงานชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่นายแพทย์ยอร์ชสืบทอดจากผู้เป็นบิดาคือ ศาสนจารย์ เอส.จี.แม็คฟาร์แลนด์ (Samuel Gamble McFarland) ดิกชันนารี อังกฤษ-ไทย เล่มนี้จัดทำขึ้นครั้งแรกโดยการริเริ่มของมิชชันนารีในคณะเพรสไบทีเรียนผู้เพิ่งเดินทางมาถึงประเทศไทยในปี พ.ศ.๒๓๐๔ ศาสนจารย์แม็คฟาร์แลนด์ใช้เวลาในการศึกษาภาษาไทย จนสามารถจัดทำพจนานุกรมขึ้นเองได้สำเร็จในปี พ.ศ.๒๔๐๘ จำนวน ๔๐๐ เล่ม ฉบับพิมพ์ครั้งแรกได้บรรจุคำเอาไว้จำนวน ๗,๕๐๐ คำ โดยท่านได้จัดพิมพ์ขึ้นเองที่โรงพิมพ์ของท่านที่จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งคาดว่าได้รับแท่นพิมพ์มาจากหมอบรัดเลย์ และมีการตีพิมพ์อีกหลายครั้ง จนถึงปี พ.ศ.๒๔๘๐ พระอาจวิทยาคมก็มิได้พิมพ์ดิกชันนารีของบิดาอีก แต่ได้คิดทำพจนานุกรมของตนเองขึ้น เริ่มจากฉบับทดลองที่มีเพียง ๑๔๔ หน้าแจกไปยังนักเรียนผู้สนใจทดลองใช้ดูก่อน แล้วแก้ไขเพิ่มเติม จนกระทั่งสำเร็จเป็นรูปเล่มสมบูรณ์ จำนวนกว่า ๑,๐๐๐ หน้า (บรรจุคำเอาไว้ ๑๖๗,๕๔๖ คำ) เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๔
พระอาจวิทยาคมลาออกจากราชการเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ และได้มีส่วนในการย้ายโรงเรียนกุลสตรีวังหลังไปตั้งที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังได้ให้การช่วยเหลือสนับสนุนด้านการเงินสำหรับจัดตั้งโรงเรียนเยนเฮส์เมโมเรียลเพื่ออุทิศให้แก่มารดา ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ท่านเป็นบรรณาธิการหนังสื่อ "หนึ่งศตวรรษในสยาม ค.ศ. ๑๘๒๘-๑๙๒๘" มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Historical Sketch of Protestant Missions in Siam 1828-1928 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการฉลองครบรอบ ๑๐๐ ปีแห่งงานโปรเตสแตนต์ในสยามในปีเดียวกัน
พระอาจวิทยาคมสมรสกับนางสาวแมรี่ ไอนา รู้ด ซึ่งถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.๒๔๖๖ และสมรสใหม่กับนางสาวเบอร์ธา เบลานท์ ในปี พ.ศ.๒๔๖๘ ไม่มีบุตรธิดา ท่านได้ดำรงชีวิตมาอย่างสงบและถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ สิริอายุ ๗๕ ปีเศษ ชีวิตของท่านในบั้นปลาย แม้ฟังดูอาจจะรู้สึกหดหู่ เพราะท่านถึงแก่กรรมด้วยอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ในขณะที่ท่านอยู่ในฐานะเชลยสงคราม และยังถูกกักบริเวณ แต่ทั้งนี้ท่านก็ไม่เคยคิดเสียใจกับสิ่งที่ท่านได้อุทิศทั้งแรงกายและใจเพื่อแผ่นดินไทยที่ท่านรัก
ที่มาจาก : เพจ ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก
