- 10 พ.ค. 2560
ติดตามเรื่องราวดีๆ ได้ที่ http://www.tnews.co.th
"การเวียนเทียน" ในปัจจุบันจะกระทำกันในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันวิสาขบูชา, วันมาฆบูชา, วันอาสาฬหบูชา และวันอัฏฐมีบูชา
การเวียนเทียน คือการเดินเวียนรอบปูชนียสถานสำคัญ เช่น อุโบสถวิหาร หรือพระพุทธรูปเพื่อระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยในวันสำคัญ
โดยใช้เทียนธูปและดอกไม้เป็นเครื่องสักการบูชา ถือไว้ในมือแล้วเดินเวียน 3 รอบ
พิธีการเวียนรอบปูชนียวัตถุ หรือปูชนียสถาน เพื่อเป็นการแสดงความเคารพนั้น ไทยได้รับคตินี้มาจากอินเดียพร้อมกับพระพุทธศาสนา
โดยปรากฏหลักฐานการแสดงความเคารพโดยการเวียนเทียนในพระไตรปิฎก
ซึ่งใช้คำว่าเวียนประทักษิณาวัตร คือเวียนขวา 3 รอบ เป็นเครื่องหมายถึงการแสดงออกซึ่งการเคารพบูชาต่อสิ่งนั้นๆ อย่างสูงสุด
ไทยได้รับคตินิยมนี้มาและปรับประยุกต์ให้เข้ากับพื้นฐานทางวัฒนธรรมของไทยโดยนำมาใช้เป็นการแสดงความบูชาต่อพระรัตนตรัยมาตั้งแต่โบราณ
มีหลักฐานปรากฏเป็น "ฐานประทักษิณ" สำหรับการกระทำพิธีเวียนเทียน ในโบราณสถานทางศาสนา มาตั้งแต่สมัยทวารวดี
รวมทั้งปรากฏข้อความในพงศาวดารว่ามีการกระทำพิธีเวียนเทียนในวันสำคัญทางศาสนาสืบมาจนถึงปัจจุบัน
ข้อควรปฏิบัติก่อนการเวียนเทียน
๑. จัดเตรียมเครื่องสักการะ เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน มาพร้อมกันที่วัด ตามเวลานัดหมาย เพื่อฟังโอวาทหรือพระธรรมเทศนา และเวียนเทียน
๒. ก่อนออกจากบ้าน ควรอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส และแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย
๓. เมื่อถึงวัดแล้ว ควรอยู่ในอาการสำรวม ไม่พูดคุยหยอกล้อ วิ่งเล่น หรือกระทำภารกิจอื่นอันไม่ควร เช่น เคาะระฆังเล่น จุดดอกไม้ไฟ ฯลฯ
๔. เมื่อถึงเวลาประกอบพิธี ให้ทุกคนไปเข้าแถวหรือเข้าไปในสถานที่กำหนดโดยพร้อมเพรียงกัน
๔. ก่อนเริ่มพิธีเวียนเทียน พระสงฆ์ผู้เป็นประธาน จะกล่าวให้โอวาท ทุกคนต้องพนมมือถือดอกไม้ธูปเทียนตั้งใจฟังด้วยความสงบ กล่าวคำสาธุ เมื่อพระสงฆ์ให้โอวาทจบ
๖. ในพิธีสวดมนต์ จะมีผู้กล่าวนำคำบูชาเนื่องในวันมาฆบูชา และคำบูชาพระรัตนตรัย ให้ทุกคนจุดธูปเทียนประนมมือ กล่าวตามด้วยความเคารพ มีจิตใจยึดมั่น
การสวดมนต์ ระหว่างการเวียนเทียน โดยรอบแรกให้ระลึกถึงพระพุทธคุณ โดยสวดบท "อิติปิโส" ดังที่ว่า "อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ"
รอบที่สองระลึกถึงพระธรรมคุณ โดยสวดบท "สวากขาโต" ดังที่ว่า "สวากขาโต ภะคะวาตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ"
รอบที่สามระลึกถึงพระสังฆคุณ โดยสวดบท "สุปะฏิปันโน" ดังที่ว่า "สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ"
เมื่อเดินครบ 3 รอบแล้ว ให้นำดอกไม้ ธูป เทียน วางและปักไว้ในจุดที่เตรียมไว้
*** หากจะสวดตั้งแต่ต้นจนจบไปเรื่อยๆ ก็ได้ เพื่อให้จิตใจจดจ่ออยุ่กับบทสวดนั้น โดยไม่เดินไปคุยกันไป
หรือผู้ที่สวดอิติปิโส ไม่ได้ จะเดินภาวนาพุทโธ ๆ ในใจก็ได้
หรือเดินเวียนโดยการน้อมจิต ระลึกถึงพระรัตนตรัยก็ได้
การเวียนเทียนพร้อมกับการสวดมนต์ไปด้วยนั้น เป็นการแสดง
การเวียนเทียนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนายังได้อานิสงส์เพิ่มเติมดังต่อไปนี้
1.ทำให้เกิดตบะเดชะ พลังอันเลิศในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้น
2.ทำให้ดวงจิตสูงระหง เป็นองค์ทอง จะเกิดรังสีสีทองผ่องใสอย่างอัศจรรย์
3.ทำให้กาย วาจา ใจ เกิดความสงบ สะอาด สว่าง อย่างยิ่ง
4.ผู้ยังไม่ซึ้งในธรรมจะเกิดปิติยินดีซาบซึ้ง ทำให้เจริญธรรมสูงยิ่งๆ ขึ้น ผู้ที่เจริญธรรมแล้ว จะได้เพิ่มพูนพลังทอง พลังธรรม นำจิตให้เหนือโลก พ้นโลก
5. ผู้ที่มีกรรมเวรหนัก ๆ โดยไม่สนใจในธรรม ไม่เชื่อในคำสอนของพระชินวรสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อได้บำเพ็ญบารมีขอขมาใหญ่ทั้งกาย วาจา ใจ ในชีวิตแล้ว กรรมหนักจะทุเลาเบาบางจางหายกลับกลายป็นคนใจดีใจงามในธรรม ได้ด้วยอานุภาพแห่งบารมีอันเป็นมหากุศลนี้อย่างแท้จริง
6. ทำให้กายใจ สลัดออกจากภูมิเปรต เดรัจฉาน ทั้งบันดาลให้จิตหลุดจากโคตรปุถุชน พ้นอบายภูมิได้
7. ทำให้ไม่ลืมตัว หลงตัว ลดทิฐิมานะ ได้เป็นที่รักของมนุษย์ พรหม และเทวดาทั้งหลาย
8. ทำให้ตัดกรรม ตัดเวร ทางจิตได้โดยพลัน
9. การบำเพ็ญความดีเลิศครั้งนี้ เพื่อเป็นการสะสมอารมณ์พระนิพพานอย่างแท้จริง






