- 09 มิ.ย. 2560
www.tnews.co.th
นับตั้งแต่ต้องทรงสูญเสียพระบรมราชสวามีคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ และพระราชโอรสไป สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ก็ยิ่งทรงมีพระอากัปกิริยาที่เงียบขรึมและหม่นเศร้าลงยิ่งกว่าเดิมเป็นทบทวี
ท่านผู้ใหญ่ฝ่ายในในขณะนั้นเล่าว่านับตั้งแต่เหตุการณ์ความสูญเสียคราวนั้นเป็นต้นมาสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าไม่ทรงแย้มสรวลเลยจนถึงกับมีผู้กล่าวว่าถ้าเห็นพระองค์ท่านทรงพระสรวลก็นับเป็นบุญยิ่งแล้ว
อย่างไรก็ตาม “ความสุข” ที่สุดที่พอจะทำให้ทรงมีรอยสรวลได้ในฐานะของ “สมเด็จย่า” พระองค์หนึ่งก็คือการได้รับ “จดหมาย” จาก “พระสุนิสา” ผู้ทรงพำนักอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์คือสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ที่ทรงเขียนบอกเล่าเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆเกี่ยวกับ “พระราชนัดดา” ทั้ง ๓ พระองค์ให้ทรงรับทราบอยู่เสมอมิได้ขาดและในบางครั้ง “จดหมาย” ที่ส่งมาจากแดนไกลก็มีลายพระหัตถ์โย้เย้อันเปี่ยมด้วย “ความรักและคิดถึง” ของพระราชนัดดาทั้งสามพระองค์แนบมาถึง “สมเด็จย่า” ให้ได้ทรง “ยิ้มทั้งน้ำตา” ด้วยความซาบซึ้งในพระหฤทัย
กระทั่งสงครามสิ้นสุดลง “สมเด็จพระสุนิสา” คือสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ได้พาพระราชนัดดาในพระองค์ท่านทั้ง ๓ พระองค์เสด็จฯ นิวัตประเทศไทยเป็นครั้งแรก
(นับจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ เสด็จขึ้นครองราชย์) เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๘๑ ในครั้งนั้นจึงเป็นวาระอันพิเศษยิ่งที่เหล่าข้าราชบริพารมีโอกาสได้เห็นรอยพระสรวลแห่งความสุขของสมเด็จฯพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าอีกครั้ง
แต่ก็นับเป็นช่วงเวลาแห่ง “ความสุข” ที่แสนสั้นก่อนที่ “ความทุกข์”จะย้อนกลับมาเยือน “สมเด็จย่า” อีกครั้งในอีก ๘ ปีต่อมา และอาจนับเป็นความวิปโยคครั้งสุดท้ายในพระชนม์ชีพของพระองค์ก็ว่าได้ นั่นคือการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๘๙ ซึ่งขณะนั้นสมเด็จฯพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงมีพระชนมายุ ๘๔ พรรษา
อย่างไรก็ตามมีข้อมูลบางแหล่งระบุว่าในวันที่ “พระบรมราชนัดดา” ของพระองค์ท่านคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ เสด็จสวรรคตนั้นไม่มีผู้ใดกล้ากราบบังคมทูลพระองค์ท่านให้ทรงทราบถึงเหตุดังกล่าวกระทั่งในวันเชิญพระบรมศพลงพระโกศนั้นพระองค์ท่านได้เสด็จฯออกมาทางระเบียงและตรัสขึ้นมาว่า
“วันนี้เป็นอะไรฟ้าเศร้าจริงนกสักตัวกาสักตัวก็ไม่มาร้องเศร้าเหลือเกินนี่ทำไมมันเงียบเชียบไปหมดอย่างนี้ล่ะ”
พระดำรัสดังกล่าวสร้างความเศร้าสะเทือนใจแก่เหล่าข้าราชบริพารที่เฝ้าฯ ถวายงานอยู่ ณ ที่นั้นเป็นอันมากบางคนถึงกับต้องหลบออกมาร้องไห้ เพราะเกรงจะเป็นพิรุธให้พระองค์ทรงทราบถึงเหตุการณ์วิปโยคที่เกิดขึ้น และด้วยไม่มีผู้ใดกล้ากราบบังคมทูลนี้เองสมเด็จฯพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าจึงทรงรำลึกอยู่เสมอว่าทรง “มีหลานชาย ๒ คน”
ที่มา : "70ปี รักแท้ของในหลวงและพระราชินี" โดย "สุวิสุทธิ์"
