ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ ๔ รัชกาล !! "ร.๖ ผู้ทรงก่อตั้ง ร.๗ ผู้ทรงสานต่อ ร.๘ ผู้ทรงสืบสาน ร.๙ ผู้ทรงพัฒนา" องค์อุปถัมภ์แห่งกิจการลูกเสือไทย!!

ติดตามเรื่องราวดีๆ อีกมากมายได้ที่ http://www.tnews.co.th

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ ๔ รัชกาล !! "ร.๖ ผู้ทรงก่อตั้ง ร.๗ ผู้ทรงสานต่อ ร.๘ ผู้ทรงสืบสาน ร.๙ ผู้ทรงพัฒนา" องค์อุปถัมภ์แห่งกิจการลูกเสือไทย!!

          เนื่องในวันที่ ๑ กรกฎาคม เป็นวันสถาปนาลูกเสือไทย เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ พระชนมายุได้ ๑๓ พรรษา ได้เสด็จไปทรงศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ ทวีปยุโรป ระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่นั้น ได้ทรงทราบเรื่องการสู้รบเพื่อรักษาเมืองมาฟิคิง (Mafeking) ของ ลอร์ดเบเดน โพเอลล์ (Lord Baden Powell) ซึ่งได้ตั้งกองทหารเด็กเป็นหน่วยสอดแนมช่วยรบในการรบกับพวกบัวร์ (Boar) จนประสบผลสำเร็จ และได้ตั้งกองลูกเสือขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก ที่ประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ เมื่อพระองค์เสด็จนิวัติสู่ประเทศไทย ก็ได้ทรงจัดตั้งกองเสือป่า (Wild Tiger Corps) ขึ้น เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๔๕๔ มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกหัดให้ข้าราชการและพลเรือนได้เรียนรู้วิชาทหาร เพื่อเป็นคุณประโยชน์ต่อบ้านเมือง รู้จักระเบียบวินัย มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ต่อจากนั้นอีก ๒ เดือน ก็ได้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทยขึ้นเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๔๕๔ ด้วยทรงมีพระราชปรารภว่า เมื่อฝึกผู้ใหญ่เป็นเสือป่า เพื่อเตรียมพร้อมในการช่วยเหลือชาติบ้านเมืองแล้ว เห็นควรที่จะมีการฝึกเด็กชายปฐมวัยให้มีความรู้ทางเสือป่าด้วย เมื่อเติบโตขึ้นจะได้รู้จักหน้าที่และประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง 

              

            กิจการลูกเสือได้ก่อตั้งโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ พระผู้พระราชทานกำเนิดกิจการเสือป่าและลูกเสือไทย ในที่นี้จะกล่าวถึงบทบาทของพระมหากษัตริย์กับการลูกเสือของประเทศไทย ซึ่งได้จากพระบรมราโชวาทที่ได้พระราชทานแก่ลูกเสือในโอกาสต่างๆดังนี้

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖  พระบิดาแห่งการลูกเสือไทย

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ ๔ รัชกาล !! "ร.๖ ผู้ทรงก่อตั้ง ร.๗ ผู้ทรงสานต่อ ร.๘ ผู้ทรงสืบสาน ร.๙ ผู้ทรงพัฒนา" องค์อุปถัมภ์แห่งกิจการลูกเสือไทย!!

             พระบรมราโชวาทที่ได้พระราชทานนั้นล้วนมีคุณค่ายิ่งในการสั่งสอนและปลุกใจ ลูกเสือทั้งหลาย จากที่มีโอกาสได้พบพระบรมราโชวาท ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของพระองค์ท่านคือในคราวพระราชทานธงประจำกองลูกเสือให้ แก่กองลูกเสือมณฑลราชบุรี เมื่อพุทธศักราช ๒๔๖๗ได้พระราชทานพระบรมราโชวาท ดังนี้
            ในการที่เราให้ธงนี้แก่กองลูกเสือย่อมเป็นพยานว่า เราได้เอาใจใส่ในการลูกเสือในกรุงสยามเสมอ เพราะธงนี้เป็นเครื่องหมายแทนตัวเราและเป็นพยานว่าคณะลูกเสือราชบุรียัง กระทำหน้าที่อย่างลูกเสือ ตามข้อบังคับคำมั่นสัญญาที่ได้ปฏิญาณไว้อย่างแข็งแรง ขอให้เจ้าจำคำมั่นสัญญานั้นไว้ เมื่อถึงคราวจะได้ทำตนให้เป็นประโยชน์แก่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรักษาธงนี้ไว้เป็นเกียรติยศแก่กองลูกเสือมณฑลราชบุรีชั่วกาลนาน ในที่สุดเราขออวยพรให้กองลูกเสือมณฑลราชบุรีจงมีความเจริญยิ่งๆขึ้นผาสุก ตลอดทั่วกันเทอญ

 

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗  พระเจ้าแผ่นดินผู้สานต่อกิจการลูกเสือไทย

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ ๔ รัชกาล !! "ร.๖ ผู้ทรงก่อตั้ง ร.๗ ผู้ทรงสานต่อ ร.๘ ผู้ทรงสืบสาน ร.๙ ผู้ทรงพัฒนา" องค์อุปถัมภ์แห่งกิจการลูกเสือไทย!!

         เมื่อสิ้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว กิจการเสือป่าก็ได้สิ้นสภาพตามพระองค์ท่านไปด้วยโดยโดยปริยาย แต่ในส่วนการลูกเสือนั้น ยังปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่คือพระบาทสมเด็จพระปก เกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นยังทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ทำนุบำรุงเป็นอันดีตลอดมา อันเป็นอันดีตลอดมา อันเป็นผลให้กิจการลูกเสือในรัชกาลพระองค์นี้ได้เจริญก้าวหน้าออกไปพอสมควร

        เนื่องจากพระบาทสงเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคต จึงทำให้ตำแหน่งสภานายกสภากรรมการจัดการลูกเสือว่างลง คระกรรมการสภากรรมการกลางจัดการลูกเสือ จึงได้ตกลงมอบฉันทะให้พระยาไพศาลศิลป์ศาสตร์อุปนายกสภากรรมการกลางในขณะนั้น นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ขออัญเชิญให้ทรงรับตำแหน่งสภานายกสภากรรมการกลางจัดการลูกเสือแห่งสยาม สืบต่อแทนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และขอให้ทรงรับคณะลูกเสือแห่งชาติเข้าไว้ในพระราชูปถัมภ์ต่อไปด้วย ทั้งนี้เพื่อความเจริญวัฒนาถาวรของการลูกเสือสืบไป เมื่อความทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้วก็ปรากฏว่าได้รับพระมหากรุณาธิคุณสม ดังความปรารถนาทุกประการ โดยได้พระราชทานพระราชกระแสมาว่า ทรงมีพระราชหฤทัยยินดีที่จะรับตำแหน่งเป็นสภานายกสภาที่กราบบังคมทูลขอพระ ราชทานไป จึงก่อให้เกิดความปิติยินดีเป็นล้นพ้นแก่คณะลูกเสือไทยทั่วหน้า ทั้งนี้ ได้มีพระบรมราโชวาทที่ได้พระราชทานแก่ลูกเสือในโอกาสทรงรับคณะลูกเสือแห่ง ชาติเข้าไว้ในพระราชูปถัมภ์นั้นมาแสดงไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งพระองค์ท่าน ดังนี้

"พระราชดำริของพระบรมเชษฐาในเรื่องนี้ นับว่าเป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับบ้านเมือง และนับว่าเป็นพระมหากรุณาโดยเฉพาะโดยตรงสำหรับเด็กไทยทุกคนตามธรรมดาเด็กๆ ที่จะเรียนแต่วิชาหนังสือเท่านั้นไม่พอ ถ้าจะเรียนแต่วิชาหนังสือก็ตรงสุภาษิตโบราณที่ว่า  “ วิชาท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ,,  เรา ต้องฝึกหัดอย่างอื่นด้วย คือเราต้องฝึกหัดทั้งกาย วาจา ใจของเรา ต้องฝึกหัดให้มีกำลังกายแข็งแรงอดทน  สามารถทนความตรากตรำต่อไปภายหน้าได้ เราย่อมรู้อยู่ทุกคนว่า เมื่อเราโตขึ้นแล้วจะต้องการงานย่อมจะต้องทนตรากตรำบ้างเป็นครั้งคราวเสมอ เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมตัว ต้องฝึกหัดไว้ตั้งแต่เล็กๆ จึงจะได้ และต่อไปเมื่อถึงเวลารับราชการสำหรับรักษาบ้านเมือง เป็นต้นเราก็จะพร้อมอยู่เสมอที่จะทำได้ทันทีเพราะมีกำลังแข็งแรงอยู่แล้ว เราต้องฝึกหัดวาจาให้อ่อนหวาน ไม่พูดจามุสาวาท เพราะทำเช่นนั้นแล้วจึงจะเข้าสมาคมกับเพื่อนฝูงได้ตลาดจนเมื่อจะทำราชการ หรือค้าขายก็ดีความสัตย์ย่อมเป็นของสำคัญที่สุด วาจาอ่อนหวานย่อมนำประโยชน์มาให้เรามากที่สุด นอกจากนี้เราต้องฝึกหัดใจของเราอีกต้องเป็นผู้ซื่อตรงต่อชาติ ศาสนา  พระมหากษัตริย์ ต้องซื่อตรงต่อเพื่อนฝูงของเราด้วยจึงจะได้ เมื่อได้ฝึกฝนอย่างนี้จะทำมาหากินหรือจะรับราชการ หรือจะทำอะไรย่อมเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น โอกาสที่เด็กไทยจะได้ฝึกฝนใน ๓ อย่างนี้ ย่อมจะได้รับโดยดีที่สุดเมื่อได้เป็นลูกเสือ"

         ตราบกระทั่งได้เกิดปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้น เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๓๕ การลูกเสือจึงได้ชะงัดลงชั่วระยะเวลาหนึ่ง และพ้นจากพระราชภาระของพระองค์ไปนับแต่นั้นมา

 

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ ผู้สืบสานกิจการลูกเสือไทย

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ ๔ รัชกาล !! "ร.๖ ผู้ทรงก่อตั้ง ร.๗ ผู้ทรงสานต่อ ร.๘ ผู้ทรงสืบสาน ร.๙ ผู้ทรงพัฒนา" องค์อุปถัมภ์แห่งกิจการลูกเสือไทย!!

            เนื่องจากในขณะที่ทรงขึ้นครองราชย์สมบัตินั้น พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เพิ่งมีพระชนมายุได้ ๙ พรรษาและกำลังประทับศึกษาวิชาการอยู่ ณ ต่างประเทศ จึงต้องมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อยู่ตลอดเวลา การลูกเสือยุคใหม่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยนี้อยู่ในภาระของรัฐบาลโดยตรง จึงทำให้พระมหากษัตริย์มิค่อยได้ทรงมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ความเจริญ รุ่งเรืองให้แก่การลูกเสือเหมือนดังที่เคยเป็นมาในกาลก่อน
            ความคับขันภายในและภายนอกประเทศ ได้เป็นเครื่องบั่นทอนความก้าวหน้าแห่งกิจการลูกเสืออย่างสำคัญ ทำให้รัฐบาลและวงการทั่วไปในขณะนั้นหันความสนใจไปทางด้านอื่น เช่น ในเรื่องอันเนื่องด้วยการทหารและการป้องกันประเทศ ได้แก่การที่รัฐบาลได้จัดตั้งยุวชนทหารซ้อนขึ้นอีกหน่วยหนึ่ง เป็นการฝึกเยาวชนในทางทหารอย่างแท้จริง โดยที่กิจการยุวชนทหารเป็นของใหม่และรัฐบาลได้ตั้งหน้าทะนุบำรุงอย่างจริง จังทำให้ยุวชนทหารได้เจริญเติบโตขึ้นมาแทนที่การลูกเสืออย่างรวดเร็ว ยังผลให้การลูกเสือต้องประสบกับความเสื่อมโทรมลงไป

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ ๔ รัชกาล !! "ร.๖ ผู้ทรงก่อตั้ง ร.๗ ผู้ทรงสานต่อ ร.๘ ผู้ทรงสืบสาน ร.๙ ผู้ทรงพัฒนา" องค์อุปถัมภ์แห่งกิจการลูกเสือไทย!!

            ในโอกาสแห่งการเสด็จนิวัติสู่พระนครของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันท มหิดล ผู้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายกสภากรรมการกลางจัดการลูกเสือแห่งชาติในขณะนั้น เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๘๑ คณะลูกเสือแห่งชาติทั้งฝ่ายเสาและสมุทรเสนาต่างก็มีโอกาสถวายความจงรักภักดี ในวาระนั้นหลายสิ่งหลายประการด้วยกัน เช่น ได้จัดทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องฉลองพระองค์ตำแหน่งสภานายกสภากรรมการกลางฯไว้ทั้งเหล่าเสนาและ สมุทรเสนาในโอกาสที่มีการแข่งขัยกรีฑาประจำปี พุทธศักราช ๒๔๘๑ ของกระทรวงธรรมการอันเป็นครั้งแรกที่ได้จัดให้มีขึ้น ณ กรีฑาสถานแห่งชาติ  และประจวบกับที่ทางสภากรรมการกลางจัดการลูกเสือแห่งชาติในเวลานั้นดำริจะ ทดลองสมรรถภาพของลูกเสือเป็นครั้งแรก โดยจัดการแข่งขันวิชาลูกเสือชิงรางวัลพระราชทาน และเป็นครั้งแรกที่สมเด็จองค์สภานายกฯ จะได้เสร็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรงานนี้ด้วยจึงเป็นศุภนิมิตอันอุดมมงคล ของการลูกเสือวาระหนึ่ง สภากรรมการกลางจัดการลูกเสือแห่งชาติจึงกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหา กรุณาธิคุณให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานธงประจำกองแก่บรรดาจังหวัด ต่างๆ ที่ส่งลูกเสือเข้ามาแข่งขันวิชาลูกเสือครั้งนี้ด้วย ปรากฏว่าทรงพระกรุณาตอบรับคำกราบบังคมทูลเป็นอันดีภายหลังที่ได้พระราชทานธง ประจำกองลูกเสือแก่คณะลูกเสือจังหวัดพระนคร ธนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครปฐม นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา และราชบุรีได้ทรงมีพระราชดำรัสแก่นักกีฬา และลูกเสือดังนี้
นักกีฬาและลูกเสือทั้งหลาย ข้างเจ้ามีความยินดีมากที่ได้มาในงานของท่าน กีฬาเป็นสิ่งดีข้าพเจ้าชอบมากขอให้ท่านทั้งหลายเอาใจใส่อยู่เสมอ และขอให้มีความสุขสบายทั่วกัน "

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ กษัตริย์ผู้พัฒนากิจการลูกเสือไทย

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ ๔ รัชกาล !! "ร.๖ ผู้ทรงก่อตั้ง ร.๗ ผู้ทรงสานต่อ ร.๘ ผู้ทรงสืบสาน ร.๙ ผู้ทรงพัฒนา" องค์อุปถัมภ์แห่งกิจการลูกเสือไทย!!

            เมื่อเริ่มรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอยดุลยเดชนั้น เป็นระยะเวลาที่มหาสงครามโลกครั้งที่สองเพิ่มจะสงบลงจากการนี้เองทำให้ กิจการลูกเสือในหลายต่อหลายประเทศที่ได้สงบซบเซาไปเป็นเวลาช้านานได้กลับ ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่การลูกเสือได้ชะงักไปชั่วระยะ หนึ่งโดยที่ลูกเสือได้สลายตัวไปรวมกับองค์การยุวชนแห่งชาติ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๖ พอถึงปีพุทธศักราช ๒๔๙o กิจการลูกเสือได้ถูกรื้อฟื้นให้คืนคงสถานะเดิมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เป็นผลให้การลูกเสือในประเทศไทยได้เริ่มต้นเคลื่อนไหวเข้มแข็งขึ้นมาใหม่

 

            พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยในการลูกเสือทั้งลูกเสือสากลและลูกเสือชาวบ้าน ทรงเข้าพระราชหฤทัยในหลักจิตวิทยาพฤติกรรมมนุษย์และจิตวิทยาสังคมอย่างลึก ซึ้ง ทรงเล็งเห็นว่ากิจกรรมลูกเสือนั้นสามารถพัฒนาคนให้เป็นคนดี มีคุณธรรมเพื่อเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติได้อย่างดียิ่ง พระองค์ทรงให้กำลังใจ และส่งเสริมกิจกรรมลูกเสือทุกชนิดมาโดยตลอด ทรงเป็นองค์ประธานในงานลูกเสือแห่งชาติ โดยทรงเครื่องแบบลูกเสือชุดฝึก (พระสนับเพลาขาสั้น) พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณกำหนดให้วันที่ ๑ กรกฎาคมของทุกๆปีเป็นวันเฉลิมฉลองวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ พระราชทานให้มีลูกเสือชาวบ้านโดยที่พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าประชาชนชาวบ้านที่ ไม่มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน หรือเว้นว่างจากการเรียนควรได้เข้าร่วมกิจกรรมที่แสดงถึงความรัก ความสามัคคี การอาสาเพรากิจกรรมลูกเสือเป็นกิจกรรมที่พัฒนาทั้งสุขภาพร่างกาย จิตใจ และสังคมได้เป็นอย่างดี

 

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ ๔ รัชกาล !! "ร.๖ ผู้ทรงก่อตั้ง ร.๗ ผู้ทรงสานต่อ ร.๘ ผู้ทรงสืบสาน ร.๙ ผู้ทรงพัฒนา" องค์อุปถัมภ์แห่งกิจการลูกเสือไทย!!

            พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับการจัดการลูกเสือ ที่สำคัญหลายประการ เช่น ไม่มีพระราชประสงค์ให้กิจการลูกเสือชาวบ้านเกี่ยวข้องกับการเมือง มีพระราชประสงค์ให้ชาวบ้านควบคุมกันเอง ส่งเสริมระบบการมีผู้นำผู้ตามในชุมชนเป็นการฝึกประชาธิปไตยที่แยกยลอย่าง ยิ่ง ไม่ให้ดำเนินการใดๆที่เป็นการสิ้นเปลือง เป็นต้น ทรงมองธงประจำรุ่นให้แก่ลูกเสือชาวบ้านทุกแห่งหนในประเทศไทย ซึ่งเป็นพระราชจริยวัตรของผู้นำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันได้ทรงมีพระบรมราโชวาทในวันเปิด งานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๙๗ ความว่า
                " ข้าพเจ้า ตระหนักในความสำคัญและประโยชน์ของการลูกเสือเป็นอย่างมากทั้งมีความชื่นชม ยินดีที่ได้ฟังคำกล่าวขวัญถึงกรณียกิจและความเสียสละที่ลูกเสือต่างได้ บำเพ็ญในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในคราวประสบภัยมาเนื่องๆ แต่ประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของการลูกเสือนั้นย่อมได้แก่ตัวยุวชนผู้เป็นลูกเสือ เองที่ได้รับการฝึกฝนอบรมให้เป็นผู้เลี้ยงตัวเอง พึ่งตนเอง ทำอะไรได้เอง มีความแข็งแกร่ง สามารถเผชิญชีวิตในอนาคตทุกวิถีทาง รวมความว่า เพื่อเป็นพลเมืองดี เป็นประโยชน์แก่ตนเองและเพื่อนมนุษย์นั่นเอง "

 

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ ๔ รัชกาล !! "ร.๖ ผู้ทรงก่อตั้ง ร.๗ ผู้ทรงสานต่อ ร.๘ ผู้ทรงสืบสาน ร.๙ ผู้ทรงพัฒนา" องค์อุปถัมภ์แห่งกิจการลูกเสือไทย!!

             และในวันสุดท้ายของการชุมนุมได้มีการกระทำพิธีตรวจพลทบทวนคำปฏิญาณของลูก เสือและสวนสนาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธี ในโอกาสนั้น ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่คณะลูกเสือ ดังต่อไปนี้

            " ข้าพเจ้าขอถือโอกาสเตือนลูกเสือทั้งหลายว่าจงยึดมั่นในคำขวัญของลูกเสือ ที่ว่า  เสียชีพอย่างเสียสัตย์ หมายความว่าเมื่อได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าจะทำอย่างไรแล้วต้องทำเหมือนปากพูด ทุกอย่าง ในเรื่องนี้ข้าพเจ้าใคร่ขอย้ำว่า ขอให้ลูกเสือทุกคนจงสำนึกมั่นอยู่ในเกียรติและหน้าที่ และจงเป็นพลเมืองดีของชาติ กล่าวคือจะต้องเป็นผู้ประกอบด้วยศีลธรรม จรรยา  มารยาทอันดีงาม  เป็นผู้ที่มีสุขภาพและอนามัยสมบูรณ์มีความรู้ความสามารถในการงานและรู้จัก การเสียสละที่จะบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น  ตลอดจนประเทศชาติของตน จงจำไว้ว่าอนาคตของชาติจะเจริญหรือไม่นั้นย่อมขึ้นอยู่กับเยาวชนเช่นท่าน ทั้งหลายนี้ซึ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า "

            จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีบทบาทสำคัญต่อกิจการ ลูกเสือ ทรงเล็งเห็นว่ากิจการลูกเสือสอนให้เด็กมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ รู้จักบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น และปฏิบัติตามคำปฏิญาณและกฏของลูกเสือซึ่งตรงกับมาตรา  ๘  ของพระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ว่า  คณะลูกเสือแห่งชาติมีวัตถุประสงค์เพื่อนพัฒนาลูกเสือทั้งทางกาย สติปัญญา จิตใจ และศีลธรรมให้เป็นพลเมืองดีมีความรับผิดชอบและช่วยสร้างสรรค์สังคมให้เกิด ความสามัคคีและมีความเจริญก้าวหน้า  ทั้งนี้ เพื่อความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศชาติสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการ ศึกษาแห่งชาติที่ว่า  การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  ทั้งร่างกาย  จิตใจ  สติปัญญา ความรู้และคุณธรรมมีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้ อื่นได้อย่างมีความสุข

 

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ ๔ รัชกาล !! "ร.๖ ผู้ทรงก่อตั้ง ร.๗ ผู้ทรงสานต่อ ร.๘ ผู้ทรงสืบสาน ร.๙ ผู้ทรงพัฒนา" องค์อุปถัมภ์แห่งกิจการลูกเสือไทย!!

            จากเหตุผลดังกล่าว จึงกล่าวได้ว่ากิจกรรมลูกเสือเป็นกิจกรรมที่เน้นให้เด็กเป็นคนที่มีศีลธรรม คุณธรรมและจริยธรรมเป็นวิชาศีลธรรมภาคปฏิบัติที่มีความเหมาะสมแก่สังคมไทยอย่างยิ่ง กิจการลูกเสือได้เจริญก้าวหน้าจวบจนครบ ๑๐๐ ปีในปีพุทธศักราช ๒๕๕๔ และประกอบกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนอายุ  ๘๔  พรรษา ซึ่งลูกเสือผู้บังคับบัญชาลูกเสือ  และเหล่าพสกนิกรต่างรู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อกิจการลูกเสือไทย  จึงได้ร่วมใจกันจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ ๑๐๐ ปี การลูกเสือไทยและเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๔ พรรษาขึ้น

            ข้ามีความพอใจรักใคร่เจ้ามาก หรือเหมือนกับเพื่อนกันก็ว่าได้ ข้าหวังใจว่า เจ้าทั้งหลายจะเป็นผู้ที่บันดาลให้ชาติไทยถึงซึ่งความเจริญ ทำให้ผู้อื่นนับหน้าถือตา  เมื่อคนไทยเราไปที่ไหน ถ้าเขาถามว่าเราเป็นชาติอะไร เราบอกเขาว่าเป็นไทย ให้เขาเปิดหมวกให้ ที่เราจะได้รับความนับถือเช่นนี้  ก็เพราะพวกเจ้าทั้งหลายรู้จักรักษาชาติ  ศาสนา  พระมหากษัตริย์  เจ้าต้องรู้สึกกว่าการที่เจ้าเป็นลูกเสือย่อมมีความประพฤติแปลกว่าเด็กกลาง ถนน  เจ้าจะประพฤติอย่างเด็กกลางถนนไม่ได้  เพราะเจ้าเป็นคนที่พระเจ้าแผ่นดินรู้จักเสียแล้ว หวังใจว่าเจ้าจะเป็นกำลังของชาติ และเชิดชูให้ชาติถึงซึ่งความเจริญในภายน่า

 

 

 

ที่มาจาก : สำนักงานลูกเสือเขตพื้นที่การศึกษานครพนม เขต ๑