รู้ธรรมะมาก แต่ปฏิบัติน้อย ก็สูญเปล่า !! “พระมหาวัฒน์” เตือนสติ รู้มากก็ไม่ประเสริฐเท่าปฏิบัติมาก เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนคือการฝึกฝน

ติดตามเรื่องราวดีๆ อีกมากมายได้ที่ http://www.tnews.co.th

รู้ธรรมะมาก แต่ปฏิบัติน้อย ก็สูญเปล่า !! “พระมหาวัฒน์” เตือนสติ รู้มากก็ไม่ประเสริฐเท่าปฏิบัติมาก เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนคือการฝึกฝน

        ท่านมหาวัฒน์ซึ่งท่านเป็นศิษย์สายสำเร็จลุน แห่งเมืองจำปาศักดิ์ ท่านมหาวัฒน์ตั้งแต่เด็กเป็นคนที่ชอบเรื่องวิทยาอาคม เวทมนต์คาถา ด้วยความที่ตระกูลเป็นตระกูลที่เรียนมนต์คาถา พ่อของท่านก็เป็นหมอมนต์ ยิ่งปู่ของท่าน ยิ่งเป็นจอมขมังเวทย์ จนได้นามฉายาว่าเป็นเสือเลยทีเดียว เสือมั่น ซึ่งเป็นปู่ของท่านมหาวัฒน์ ได้ถ่ายถอดวิชาอาคมที่ตนได้เรียนมาเมื่อครั้งบวชให้แก่หลานชาย จนหมด และได้มอบตำรับตำรามากมายให้หลาน เมื่อบิดามารดาของท่านรู้ว่าลูกคนเล็กนี้เป็นคนชอบธรรมะธรรมโม จึงได้นำตัวไปฝากไว้กับพ่อท่านบุญชู (ญาทานบุญชู)วึ่งเป็นพระที่มีชื่อเสียงในถิ่นอีสานทางสกลนคร แล้วเด็กชายวัฒน์ ก็ได้เป็นเด็กวัดที่มีความสามรถ ฉะนั้นท่านพ่อญาทานบุญชู จึงได้สั่งสอนเวทย์มนต์คาถา ที่ท่านได้รำเรียนมาให้แก่เด็กชายวัฒน์ ซึ่งตอนนั้นเป็นเด็กวัด และต่อมาเมื่ออายุครบบรรพชาท่านจึงได้ทำการบรรพชาให้เป็นสามเณร (สามเณรวัฒน์มีชื่อเสียงตั้งแต่ตอนเป็นสามเณร ไล่ผีได้ตั้งแต่เป็นเณรน้อย) แล้วท่านมหาวัฒน์ก็ได้ออกไปหาศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมในจังหวัดต่างๆ จนได้เป็นมหาระดับสูง และท่านได้ไปเล่าเรียนพุทธาคม และวิทยาคมจากสำเกจิอาจารย์ต่างๆในถิ่นดินแดนอิสาน เช่น หลวงพ่อลี แห่งเมืองน้ำดำ หลวงพ่อญาณ หลวงพ่อบุญศรี หลวงพ่อศรีทา และท่านได้รับตำรับตำราของครูบาอาจารย์ต่างๆ เช่น หลวงพ่อวัดโพธิ์ ร้อยต้น หลวงพ่อภาณี หลวงพ่อสอน หลวงพ่อจันหอม หลวงพ่อจันทร์ปากเข็ด และครูบาอาจารย์ต่างๆ

 

         แต่ ณ  วันนี้ ท่านพระมหาท่านเลิกทำพิธีไล่ผี และพิธีถอนคุณไสยมนต์ดำมานานแล้ว  ท่านเป็นพระนักปฏิบัติ  ท่านจะบอกอยู่เสมอๆว่า "อาตมาเลิกทำมานานแล้ว  ไม่อยากทำแล้ว เรื่องพวกนี้  ถ้ามั่วแต่เล่นอยู่กับเรื่องพวกนี้ มันยกสภาวะจิตให้สูงขึ้นได้ยาก  อีกอย่างทั้งครูบาอาจารย์รูปอื่นๆที่ท่านเก่งเรื่องพวกนี้ก็มีอยู่มาก   ส่วนอาตมาขอเดินทางเมตตาหละกัน  "  วันนี้ทางเราจึงขอนำเสนอ บทธรรมคำสอนของพระมหาวัฒน์ ดังนี้...

"คนรู้ธรรมมีมาก แต่คนปฎิบัติธรรมนั้นมีน้อย "

หากเรียนรู้ธรรมะเพื่ออวดอ้าง หวังเอาชนะ มุ่งข่มเหงบีฑาผู้อื่นเสียแล้ว  แม้จะเป็นผู้ทรงจำพระไตรปิฎกได้  ก็จัดเป็นโมฆะบุรุษ ภาษาพระท่านอุปมาว่า "เป็นประดุจดังบุรุษผู้ถือใบลานเปล่า"  ความรู้ที่มี  ไหนเลยจะก่อให้เกิดคุณ  หรือถ้าจะเปรียบอีก ก็เป็นประดุจดัง ทัพพีที่ไม่อาจรับรู้รสแห่งแกงและกับ  เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งประเสริฐ ถ้าเล่าเรียนมาแล้ว ไม่นำไปสู่การฝึกฝนปฏิบัติ  เขาผู้นั้นก็ไม่ต่างอะไรจากทัพพีในหม้อแกง แม้จะใช้เป็นอุปกรณ์ในการปรุงแต่งอาหาร แต่ทว่าทัพพีก็หาได้เคยลิ้มรสอาหารที่ตนได้ปรุงขึ้นนั้นไม่  

ถ้าเทียบกับคนอื่นๆแล้ว โมฆะบุรุษที่กล่าวมานี้  สู้คนที่อาจจะรู้ธรรมะไม่มากหรือรู้พอประมาณ  แต่พากเพียรปฏิบัติฝึกฝนขัดเกลาตนเองอยู่เสมอๆ  ไม่ได้เลย   เพราะบุคคลที่ปฏิบัติฝึกฝนตนเองตามธรรมที่ได้เล่าเรียนมา จัดได้ว่าประเสริฐนัก  ถูกต้องตามครรลองครองปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน กล่าวคือ  "ปริยัติ  ปฏิบัติ  ปฏิเวธ"  

ยิ่งถ้าผู้นั้นเรียนรู้มามากแล้ว   ทั้งเป็นผู้ฝึกฝนปฏิบัติด้วยแล้ว ยิ่งประเสริฐนัก  เป็นบุญของผู้ที่ได้พบเห็นสนทนาปราศรัย. ฯ

บทธรรมคำสอนพระมหาวัฒน์ วิวฑฺฒนเมธี  ป.ธ.๙

วัดสว่างหัวนาคำ ต.หัวนาคำ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์