- 23 ส.ค. 2560
ติดตามเรื่องราวดีๆอีกมากมายได้ที่ http://www.tnews.co.th/
จากจุดเริ่มต้นของฝนหลวง (ฝนเทียมในขณะนั้น) ที่มาจากความฝันของในหลวง ร.9 ที่อยากให้เมฆกลั่นตัวลงเป็นฝนในจุดที่ต้องการ กว่าฝันของท่านจะกลั่นตัวกลายเป็นความจริงได้ ต้องผ่านการทดลองนับครั้งไม่ถ้วนที่กินระยะเวลายาวนานกว่าสิบปี
หลังจากที่ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ ฟังในหลวงเล่าข้อสังเกตเรื่องฝนที่ทรงประสบมา และรับพระราชทานตำราเกี่ยวกับอุตุวิทยาแล้ว ผ่านไป 2 ปี ก็ได้ทฤษฎีแรกขึ้น โดยค้นพบว่าฝนเกิดจากความชื้นและอุณหภูมิ เพราะฉะนั้นจะต้องโปรยสารดูดซับความชื้นซึ่งจากการสังเกตว่าเมฆก่อตัวได้ดีที่ทะเล ดังนั้นเกลือน่าจะมีผลไม่มากก็น้อย จึงเริ่มต้นทดลองด้วยการโปรยเกลือทะเลจากเครื่องบินเพื่อดูดซับความชื้นในอากาศแล้วก็ใช้สารเย็นจัดซึ่งใช้เป็นน้ำแข็งแห้ง เพื่อให้ความชื้นรวมตัวและกลั่นตัวกลายเป็นเมฆ เมื่อรู้ทฤษฎีแล้ว ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ก็ต้องไปเรียนขับเครื่องบินเพื่อจะได้มาทดลองทำฝนเทียมภาคปฏิบัติบ้าง การทดลองทำฝนเทียมนี้ทำซ้ำไปซ้ำมามีการพลิกแพลงเทคนิคต่างๆ เปลี่ยนสารตั้งต้นหลายครั้ง และจดบันทึกผลไว้ โดยในหลวงทรงแนะนำตลอด
ช่วงที่ทดลองนี้ไม่มีใครเชื่อเลยว่าฝนเทียมจะเกิดได้จริง นักวิทยาศาสตร์ตอนนั้นพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ทำอะไรก็ไม่รู้บ้าๆ บอๆ ฝนเทียมจะไปทำได้ยังไง ฝนเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่คุณชายก็ไม่เคยย่อท้อเพราะถือว่าทำงานถวายในหลวง จนวันหนึ่งคุณชายทดลองขับเครื่องบินโปรยแคลเซียมคลอไรด์กับน้ำแข็งแห้งลงในกลุ่มเมฆหนาที่ขัดทัศนวิสัยการบิน จนสามารถแยกเมฆเป็นกำแพงสองฝั่ง เพื่อเปิดทางให้เฮลิคอปเตอร์ของในหลวงบินกลับเข้าวังสวนจิตรลดาได้อย่างปลอดภัย เมฆที่ไปรวมตัวกันก็กลั่นตัวเป็นฝนตกหนักมากหลังจากนั้น เหตุการณ์วันนั้นเองทำให้คุณชายรู้ว่าแคลเซียมคลอไรด์เป็นคำตอบที่ตามหามานานที่ทำให้ฝนตกได้
ต่อมากระทรวงเกษตรฯ ยกเครื่องบินโปรยยาฆ่าแมลงลำเล็กที่ไม่ใช้แล้วให้คุณชาย จึงได้ตั้งทีมปฏิบัติการขึ้นมาและได้ทำการทดลองจริงครั้งแรกที่เขาใหญ่ในปี 2512 สมัยนั้นยังไม่มีเครื่องมือทำฝนเทียมโดยเฉพาะ ทำให้คุณชายต้องลงมือโปรยน้ำแข็งแห้งออกจากหน้าต่างเครื่องบินเอง โชคไม่ดีที่มีลมตี น้ำแข็งแห้งเลยปลิวมาเข้าหูคุณชายจนแก้วหูไหม้ แต่สุดท้ายงานก็สำเร็จเพราะการทดลองครั้งนี้ทำให้เกิดเมฆดำภายใน 15-30 นาที และเกิดฝนตกพอประมาณในพื้นที่เป้าหมาย ถือเป็นการทำฝนเทียมสำเร็จครั้งแรกนับจากวันแรกที่โครงการนี้เริ่มต้นมา 14 ปี ต่อมาในหลวงได้ทรงสรุปหลักการทำฝนหลวงออกมาเป็นสามคำสั้นๆ ว่า “ก่อกวน เลี้ยงให้อ้วน แล้วโจมตี” คือก่อกวนให้เกิดเมฆหรือเกิดเมฆมากขึ้น เลี้ยงเมฆ (เร่ง) ให้เมฆใหญ่ขึ้น และโจมตีส่วนต่างๆ ของเมฆให้ฝนตก
การทำฝนเทียมนี้ประสบความสำเร็จมากและมีชื่อเสียงโด่งดังจนประเทศต่างๆ ต้องส่งคนมาขอความรู้ เช่นประเทศสิงคโปร์ก็ส่งตัวแทนรัฐบาลเข้ามาขอเรียนกับในหลวง จนสุดท้ายไทยได้รับการยกย่องจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกให้เป็นศูนย์กลางการดัดแปรสภาพอากาศในภูมิภาคเขตร้อนตั้งแต่ปี 2527 เป็นต้นมา จะเห็นได้ว่าเพียงข้อสังเกตเล็กๆและความตั้งใจของในหลวงที่ทรงช่วยแก้ไขปัญหาของประชาชนก็ทำให้เกิดการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อันยิ่งใหญ่ที่เกิดประโยชน์แก่ทุกคน
อ้างอิงข้อมูลจาก - เฟสบุ๊คเพจ สานต่อที่พ่อทำ , th.wikipedia.org
