- 25 ก.ย. 2560
รู้จริง... รู้แจ้ง... ทุกเรื่องราวพระอริยสงฆ์ http://panyayan.tnews.co.th
“เวชพาหน์” กว่า ๖๒ ปี ที่ช่วยให้คนไทยริมแม่น้ำได้รับการรักษาอย่างแท้จริง หนึ่งในสิ่งพระราชทานจากราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อคนไทย
ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชปรารภว่า ราษฎรที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ตามลำแม่น้ำในหลายตำบล ยังไม่มีทางหลวงเชื่อมต่อจังหวัด แม้ว่าจะมีการคมนาคมติดต่อกับจังหวัดทางน้ำได้ก็ห่างไกลโรงพยาบาลประจำจังหวัดมาก ถ้าเจ็บป่วยก็ต้องรักษาพยาบาลแผนโบราณ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บริษัทอู่เรือกรุงเทพฯ จำกัด ต่อเรือยนต์ขึ้นด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อพระราชทานให้สภากาชาดไทยใช้เป็นหน่วยเคลื่อนที่รักษาพยาบาลประชาชนตามลำน้ำต่างๆ โดยพระราชทานชื่อว่า "เวชพาหน์" (อ่านว่า เวด-ชะ-พา) และได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีพระราชทานเรือ ในวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๔๙๘ เวลา ๑๒.00 น. ท่าวาสุกรี กรุงเทพมหานคร เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจิมเรือและพระราชทานให้แล้วก็ออกปฎิบัติงานทันที ที่จังหวัดนนทบุรี
เรือเวชพาหน์เป็นเรือไม้ ๒ ชั้น ขนาดกว้าง ๓.๘๑ เมตร ยาว ๑๕.๖๙ เมตร สูง ๓.๗๕ เมตร กินน้ำลึก ๐.๘๕ เมตร เครื่องยนต์ดีเซล โตโยต้า ๖ สูบ ๒๐๐ แรงม้า บรรทุกพนักงานเรือและผู้โดยสารได้รวม ๓๐ คน ความเร็ว ๑๒ น็อต/ชั่วโมง
เรือพระราชทานเวชพาหน์ ปฏิบัติงานครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม - ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๘ ที่จังหวัดนนทบุรี และครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ ๒๒-๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ที่จังหวัดอ่างทอง โดยปฏิบัติงานรวมทั้งสิ้น ๑๓๗ ครั้งใน ๑๘ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี สุพรรณบุรี นครสวรรค์ กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี กาญจนบุรี ลพบุรี อ่างทอง ราชบุรี ปทุมธานี สมุทรสงครามนครปฐม และอุทัยธานี มีผู้มารับบริการตรวจรักษาโรค ฝังเข็ม ให้ภูมิคุ้มกันโรค และบริการทางทันตกรรม รวมทั้งสิ้น ๓๑๗,๙๘๔ ราย
สำหรับการปฎิบัติงานหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในระยะแรก การให้บริการตรวจรักษา ผ่าตัดเล็ก ทันตกรรม ทำแผล ฉีดยา จัดยา จ่ายยาผู้ป่วย จลอดจนการกินอยู่หลับนอนของเจ้าหน้าที่ทั้งหมดล้วนกระทำในเรือทั้งสิ้น ต่อมามีผู้มารับบริการมากขึ้น และเพิ่มกิจกรรมมากขึ้น เช่น สุขศึกษา ห้องสมุดเคลื่อนที่ เป็นต้น จึงย้ายการรักษาขึ้นมาบนบก โดยอาศัยศาลาวัด ท่าน้ำ และโรงเรียน ส่วนการจัดยา จ่ายยานั้ยังคงปฏิบัติที่เรือเหมือนเดิมเพื่อให้ ผู้รับบริการได้รับรู้และซี้งในพระมหากรุณาธิคุณจากข้อความบนแผ่นป้ายซึ่งติดไว้ที่ด้านข้างของเรือทั้งสองด้านว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเรือลำนี้ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘" เพื่อใช้บรรเทาทุกข์และรักษาประชาชน โดยไม่คิดมูลค่าใดๆ ทั้งสิ้น"
ในปัจจุบันแม้ว่าจะมีโรงพยาบาลอำเภอ และสถานีอนามัยทั่งถึงแล้วก็ตาม แต่ทางสำนักงานบรรเทาทุกข์ฯ ยังคงนำเรือพระราชทานออกให้บริการประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งน้ำในจังหวัดที่สามารถไปได้ในยามสงบปีละ ๑ ครั้ง หรือในยามเกิดอุทกภัย เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชูปถัมภกสภากาชาดไทย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สภานายิกาสภากาชาดไทย และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ที่ทรงมีต่อพสกนิกรตลอดมา
ที่มา เวปไซด์ สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย
