- 05 ต.ค. 2560
ติดตามเรื่องราวดีๆ อีกมากมายได้ที่ http://www.tnews.co.th
ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ชวนจิตอาสาร่วมทำดี บริจาคโลหิตด้วยหัวใจ ถวายเป็นพระราชกุศล จากวันสวรรคตสู่วันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมาอย่างยาวนาน โดยผู้บริจาคโลหิตระหว่างวันที่ 12-26 ตุลาคม 2560 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จะได้รับ “เหรียญที่ระลึกพระบรมรูปในหลวง รัชกาลที่ 9 ในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ” อันทรงคุณค่า
นาวาโทหญิงแพทย์หญิงอุบลวัณณ์ จรูญเรืองฤทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า ในห้วงเดือนตุลาคม 2560 นับเป็นช่วงเวลาสำคัญของพสกนิกรชาวไทยทั่วทั้งแผ่นดิน ที่จะร่วมแสดงความจงรักภักดี และแสดงความอาลัย เนื่องในโอกาสพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมาอย่างยาวนาน ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จึงได้จัดโครงการ “จิตอาสา ร่วมทำดี บริจาคโลหิตด้วยหัวใจ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ระหว่างวันที่ 12-26 ตุลาคม 2560 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถ.อังรีดูนังต์ ผู้บริจาคโลหิตจะได้รับ“เหรียญที่ระลึกพระบรมรูปในหลวง รัชกาลที่ 9 ในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ”อันทรงคุณค่า เหรียญดังกล่าวจัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปี 2539 เพื่อมอบให้แก่ผู้บริจาคโลหิตครบ 4 ครั้ง ระหว่างปี 2538-2539 รวมเป็นเวลา 22 ปีมาแล้ว ได้รับการออกแบบโดย อาจารย์พินิจ สุวรรณะบุณย์ ศิลปินแห่งชาติ ปั้นแบบ และผลิตโดยกองกษาปณ์ กรมธนารักษ์ ด้านหน้าของเหรียญเป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระปรมาภิไธย ด้านหลังจารึกข้อความ “ชีวิตํ จเช ธมฺมมนุสฺสรนฺโต” มีความหมายว่า พึงสละชีวิตเลือดเนื้อเพื่อรักษาธรรม
นอกจากนี้ ในวันที่ 12 ตุลาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 09.30 น. ได้จัดให้มีพิธีเปิดโครงการฯ และพิธีบำเพ็ญกุศลเนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีแห่งการสวรรคต พร้อมทั้ง จัดแสดงนิทรรศการเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่องานบริการโลหิตของสภากาชาดไทย ชุด “ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์” และ“ก้าวพระบาทที่ยาตรา น้ำพระทัยที่ทรงมีต่องานบริการโลหิต” นำเสนอพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่องานบริการโลหิต ย้อนรอยภาพประวัติศาสตร์ เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคาร “ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย”เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2512 จึงถือเป็นวันสถาปนาศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ภายใต้พระบารมี ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ มีความเจริญก้าวหน้าพัฒนาสู่ความทันสมัย มีการปรับเปลี่ยน และพัฒนางานด้านต่างๆ จนเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
จึงขอเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศ ตลอดจนหน่วยงานทุกภาคส่วน ร่วมบริจาคโลหิตในโครงการฯ ระหว่างวันที่ 12-26 ตุลาคม 2560 ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถ.อังรีดูนังต์ วันจันทร์-ศุกร์ เปิดเวลา 07.30-19.30 น. วันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดเวลา 08.30-15.30 น. ยกเว้นวันที่ 13 ตุลาคม 2560 เปิดเวลา 08.00-16.00 น. สอบถามได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และจัดหาผู้บริจาคโลหิต โทร. 0 2256 4300, 0 2263 9600-99 ต่อ 1101,1752,1760,1771
อานิสงส์ของการบริจาคโลหิต
การบริจาคโลหิตหรือการให้เลือดนั้น ถือเป็นการทำทานในขั้นอุปบารมี ที่ทำได้ยากกว่าการสร้างทานบารมีแบบปกติทั่วไป เพราะการให้เลือดเนื้อของตัวเองเป็นทาน ถือเป็นทานขั้นสูงที่มีผลมาก ซึ่งผู้บริจาคจะได้รับอานิสงส์ ดังต่อไปนี้
ประการแรก ด้วยอานิสงส์ที่ได้เสียสละเลือดสละเนื้อ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ทำได้ยาก ให้แก่เพื่อนมนุษย์ที่กำลังได้รับความเดือดร้อน จะทำให้ผู้บริจาคโลหิตมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีอวัยวะครบถ้วนสมบูรณ์ทั้ง 32 ประการ ร่างกายจะสมส่วนเหมาะแก่การประพฤติปฏิบัติธรรม ไม่มีส่วนใดขาดส่วนใดเกิน และจะไม่เจ็บป่วยไข้ด้วยโรคภัยใดๆ
ประการที่สอง ด้วยอานิสงส์ที่ได้เสียสละเลือดสละเนื้อ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ทำได้ยาก ให้แก่เพื่อนมนุษย์ที่กำลังได้รับความเดือดร้อน จะทำให้ผู้บริจาคโลหิตเป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย และไม่ว่าจะเดินทางไปที่แห่งใด ก็จะมีแต่คนรัก มีแต่คนเมตตา และเป็นที่ต้อนรับในทุกที่ทุกสถาน จะเหยียบย่างไป ณ ที่แห่งหนตำบลใด ก็จะแคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง
ประการที่สาม ด้วยอานิสงส์ที่ได้เสียสละเลือดสละเนื้อ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ทำได้ยาก ให้แก่เพื่อนมนุษย์ที่กำลังได้รับความเดือดร้อน จะทำให้ผู้บริจาคโลหิตมีสติปัญญาที่เฉียบแหลมมากกว่ามนุษย์ทั่วไป อีกทั้งจะทำให้เป็นผู้ที่มีร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์มากกว่าคนทั่วไป
ประการที่สี่ ด้วยอานิสงส์ที่ได้เสียสละเลือดสละเนื้อ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ทำได้ยาก ให้แก่เพื่อนมนุษย์ที่กำลังได้รับความเดือดร้อน จะทำให้ผู้บริจาคโลหิตมีดวงตาเห็นธรรม และทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้โดยง่ายอีกด้วย
ถ้าเราอ่านเรื่องโบราณๆ จะพบว่าบางคนมีแรงมาก ขนาดชักคะเย่อกับช้างได้ หรือแม้ที่สุดกับคนหนุ่มฉกรรจ์ประเภททหารเกณฑ์ขนาด 1 ต่อ 100 ก็ยังชักคะเย่อชนะ ให้ปล้ำต่อสู้กับเสือ ยังหักคอเสือได้ พวกที่แข็งแรงอย่างนี้เป็นเพราะกำลังบุญจากอดีตที่เคยบริจาคโลหิตเป็นทานนั่นเอง
ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมประชาสัมพันธ์
สภากาชาดไทย (https://www.redcross.or.th)
เพจ พระศรีอาริยเมตไตรย
