- 21 ม.ค. 2561
รู้จริง... รู้แจ้ง... ทุกเรื่องราวพระอริยสงฆ์ http://www.tnews.co.th
"เมื่อตอนหลวงพ่อชา ได้เดินทางมาประเทศอังกฤษ คณะลูกศิษย์พระที่เดินทางติดตามมาด้วยมีตั๋วเครื่องบินไป-กลับทุกองค์ เช้าวันหนึ่งหลวงพ่อชา เรียกเราเข้าไปหา แล้วพูดว่า'สุเมโธ ให้อยู่นี่แหล่ะ ไม่ต้องกลับ อยู่เพื่อสั่งสอนชาวอังกฤษต่อไป"
"เราฟังหลวงพ่อแล้วก็ช็อค ตกใจมาก เพราะไม่คาดคิดมาก่อนว่าต้องมาอยู่ประเทศอังกฤษ หลวงพ่อก็สั่งให้เราทิ้งตั๋วเครื่องบินขากลับ และอยู่ต่อที่นี้ จะปล่อยให้เราอยู่ที่นี้
เราก็ฝืนและข่มความรู้สึกอันนั้นให้ตั้งใจทำตามที่หลวงพ่อท่านสั่งให้ดีที่สุดตามธรรมวินัยที่ทำได้เนื่องจากเราตั้งใจถวายชีวิตต่อหลวงพ่อชาแล้ว"
พระอาจารย์สุเมโธเกิดความกังวลใจเกี่ยวกับการดำรงเพศบรรพชิต ในประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะเรื่องการรักษาพระวินัยและข้อวัตรปฏิบัติ จึงหาโอกาสเข้าไปกราบเรียนปรึกษาหลวงพ่อชา
"เวลาเราสงสัยว่า 'เราจะอยู่อย่างไร ถ้าเราไม่มีเงิน คนอังกฤษก็คงจะไม่รู้เรื่อง บิณฑบาตร ใส่บาตร ถวายทาน ทำบุญ วัฒนธรรมต่างกัน ออกบิณฑบาตรคงจะไม่มีใครรู้เรื่อง เราจะรับอาหารจากใคร จะฉันอาหารอย่างไร' แต่หลวงพ่อชา ก็ถามกลับมาว่า 'ที่ประเทศอังกฤษจะไม่มีคนดีเลยเหรอ คนอังกฤษจะไม่มีคนใจดี คนใจบุญเลยเหรอ "
คำถามที่หลวงพ่อชาย้อนถามพระอาจารย์สุเมโธดังกล่าว "เราก็พิจารณาว่า 'สงสัยมีอยู่' ท่านก็ว่า'ไปได้นะ' แล้วก็จับใจเรา" นับเป็นคำตอบที่ยุติคำถาม กลับกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดพลังปัญญาอันชาญฉลาด
สามารถมองข้ามปัญหา อุปสรรคต่างๆ ที่เป็นปัจจัยภายนอกได้ ทำให้คลายความกังวล และยึดถือข้อนี้เป็นธรรมนูญปฏิบัติสืบมาว่า 'ไม่ว่าประเทศอังกฤษ หรือประเทศอื่นใดก็ตามย่อมมีคนที่มีจิตใจดีงามอาศัยอยู่ หากเพียงคนเหล่านั้นแค่ล่วงรู้ถึงล่วงรู้ถึงวัตถุประสงค์และธรรมเนียมปฏิบัติของเรา เขาย่อมพร้อมให้การสนับสนุน ด้านปัจจัยสี่และส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างไม่มีข้อกังขา
"เราก็เห็นว่าหลวงพ่อชี้ทางที่ดี เราเคยคิดว่า ความดีอยู่ที่เมืองไทย เราเห็นความดีเป็นเรื่องเมืองไทย เป็นชาวพุทธอยู่เมืองไทย เป็นเรื่องคนชาวบ้านอยู่ใกล้วัดหนองป่าพง แต่เราไม่เคยคิดเปิดกว้าง เหมือนที่หลวงพ่อแนะนำ"
คำถามของหลวงพ่อชา ได้ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติ มีมุมมองกว้างไกลมากขึ้น เห็นว่าการสืบทอดพระพุทธศาสนามิได้จำกัดเพียงอาศัยศรัทธาของชาวพุทธไทยเท่านั้น หลักธรรมที่แท้จริงคือการมีน้ำใจและตั้งอยู่ในความดี นี่คือหลักความจริงอันเป็นสากลของมนุษย์ทั่วโลก
"เมื่อเราได้ไปอยู่ในประเทศอังกฤษแล้ว ก็ได้เห็นนานาจิตตัง มีอยู่หลายประเภท เห็นของแปลกแล้วไม่ชอบก็มี ถ้าเห็นพระภิกษุบิณฑบาตร อาจมีคนสงสัยบ้าง เยาะเย้ยบ้าง รังเกียจบ้าง หรือไม่สนใจ รู้สึกเฉยบ้าง บางคนเห็นมีความเอ็นดูสงสารเข้ามาให้ถามให้ความช่วยเหลือแล้วเกิดศรัทธา บ้างก็สงสัยว่าพระองค์นี้ทำอย่างนี้ทำไม จะช่วยท่านได้อย่างไร บ้างก็สงสัย ว่าเป็นขอทานหรืออยากได้เงิน เราก็บอกว่า 'เรารับเงินไม่ได้' บางคนก็ซื้ออาหารมาถวายเหมือนกัน ที่จริงนั้นจิตของมนุษย์แท้ๆนั้น เป็นสิ่งบริสุทธิและเป็นธรรมอยู่แล้ว"
ก่อนที่หลวงพ่อชาจะกลับเมืองไทย ท่านก็ได้เน้นย้ำให้ศิษย์ของท่านอยู่อย่างสมถะภายใต้พระธรรมวินัย เพื่อรักษาแบบอย่างของวัดป่าอย่างที่เคยถือปฏิบัติในประเทศไทย เพื่อร่วมกันรักษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาสืบไป
"หลวงพ่อชา ต้องการให้เรารักษาแบบอย่าง ที่เราเคยถือปฏิบัติที่วัดป่าเมืองไทย ท่านต้องการให้เราอยู่กันอย่างธรรมดา ภายใต้พระธรรมวินัย"
"หลวงพ่อชาปล่อยให้เราต้องอยู่ที่ประเทศอังกฤษต่อไป เมื่อเราไปถึงสนามบินเพื่อจะส่งหลวงพ่อกลับเมืองไทย ก็แยกกับหลวงพ่อที่ช่องทางเดินของผู้โดยสารขาออก พอหลวงพ่อท่านเดินหายเข้าไปข้างในเพื่อขึ้นเครื่องบินแล้ว เราก็รู้สึกเหมือนเด็กกำพร้าพ่อแม่ไม่มีแล้ว"
ช่วงเวลา ๑๐ ปี ที่เราได้อยู่กับหลวงพ่อชา ที่วัดหนองป่าพง ถือเป็นช่วงเวลาของความเปลี่ยนแปลง จากคนที่ไร้ความสุข วุ่นวาย สับสน ไปเป็นคนที่เชื่อมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้า"
หลวงพ่อชาปรารภไว้เสมอว่า
"การมาก็เป็นของธรรมดาการไปก็เป็นของธรรมดาถ้าเราตั้งอยู่ในพระธรรมวินัยแล้วเหมือนเราไม่ได้จากกัน"
ที่มา FB : พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
