- 12 ก.พ. 2569
หลายคนคิดว่ารถวิ่งน้อย ยางก็อยู่ได้นาน แต่ความจริง “อายุยาง” คือปัจจัยสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ผู้เชี่ยวชาญแนะเกณฑ์เปลี่ยนชัดเจน แม้ดอกยางยังดูดี
สำหรับผู้ใช้รถที่ไม่ค่อยได้ขับ หลายคนมักเข้าใจว่าเมื่อระยะทางใช้งานน้อย ยางรถยนต์ก็น่าจะใช้งานได้นานกว่าปกติ แต่ในความเป็นจริง “ยางรถยนต์เสื่อมตามอายุ” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะทางเพียงอย่างเดียว
ผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์อธิบายว่า ยางผลิตจากยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ซึ่งมีการเสื่อมสภาพตามเวลา โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับความร้อน ออกซิเจน ความชื้น และรังสีอัลตราไวโอเลต แม้รถจะจอดอยู่เฉยๆ กระบวนการเสื่อมสภาพก็ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง
อายุการใช้งานที่ควรรู้
โดยทั่วไป แนะนำให้เริ่มตรวจสอบสภาพยางอย่างละเอียดเมื่อมีอายุประมาณ 4–5 ปี และไม่ควรใช้งานเกิน 6 ปี แม้ดอกยางยังเหลือมากก็ตาม ขณะที่อายุสูงสุดที่ไม่ควรเกินคือ 10 ปีนับจากวันผลิต
เจ้าของรถสามารถตรวจสอบปีผลิตได้จากรหัส DOT ที่แก้มยาง ตัวเลข 4 หลักสุดท้ายบอกสัปดาห์และปีที่ผลิต เช่น 2422 หมายถึงผลิตสัปดาห์ที่ 24 ปี 2022
ความเสี่ยงของรถที่จอดนาน
รถที่ไม่ค่อยได้ใช้งานมีความเสี่ยงเฉพาะ ได้แก่
- เกิดอาการหน้ายางแบน (Flat Spot) จากการกดทับนาน
- ยางแข็งตัวและแตกลายงา (Dry Rot)
- แรงดันลมลดต่ำเรื้อรัง ทำให้โครงสร้างแก้มยางเสียหาย
- โครงสร้างภายในเสื่อมแม้ภายนอกดูปกติ
อาการที่บ่งชี้ว่าควรเปลี่ยนทันที ได้แก่ รอยแตกตามแก้มยาง ยางบวม ดอกยางต่ำกว่า 1.6 มิลลิเมตร หรือรถมีอาการสั่นผิดปกติแม้ถ่วงล้อแล้ว
ข้อแนะนำเพื่อยืดอายุยาง
- ตรวจเช็กลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง
- ขยับรถหรือขับระยะสั้นๆ สัปดาห์ละครั้ง
- หลีกเลี่ยงการจอดกลางแดดจัดเป็นเวลานาน
- จอดบนพื้นเรียบ ลดแรงกดทับด้านใดด้านหนึ่ง
ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ยางรถยนต์เป็นชิ้นส่วนด้านความปลอดภัยหลัก (Primary Safety Component) เพราะเป็นจุดสัมผัสเดียวระหว่างรถกับพื้นถนน การใช้งานยางที่หมดอายุเพิ่มความเสี่ยงต่อการระเบิดหรือสูญเสียการควบคุม โดยเฉพาะขณะขับด้วยความเร็วสูง
ดังนั้น แม้รถจะวิ่งน้อย หากยางมีอายุเกิน 5–6 ปี ก็ควรนำรถเข้าตรวจเช็กอย่างละเอียด และพิจารณาเปลี่ยนเพื่อความปลอดภัยสูงสุด






