ต้องเปลี่ยนยางเมื่อไหร่? เรื่องใกล้ตัวที่หลายคนเข้าใจผิด

หลายคนคิดว่ารถวิ่งน้อย ยางก็อยู่ได้นาน แต่ความจริง “อายุยาง” คือปัจจัยสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ผู้เชี่ยวชาญแนะเกณฑ์เปลี่ยนชัดเจน แม้ดอกยางยังดูดี

สำหรับผู้ใช้รถที่ไม่ค่อยได้ขับ หลายคนมักเข้าใจว่าเมื่อระยะทางใช้งานน้อย ยางรถยนต์ก็น่าจะใช้งานได้นานกว่าปกติ แต่ในความเป็นจริง “ยางรถยนต์เสื่อมตามอายุ” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะทางเพียงอย่างเดียว

ผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์อธิบายว่า ยางผลิตจากยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ซึ่งมีการเสื่อมสภาพตามเวลา โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับความร้อน ออกซิเจน ความชื้น และรังสีอัลตราไวโอเลต แม้รถจะจอดอยู่เฉยๆ กระบวนการเสื่อมสภาพก็ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง

อายุการใช้งานที่ควรรู้

โดยทั่วไป แนะนำให้เริ่มตรวจสอบสภาพยางอย่างละเอียดเมื่อมีอายุประมาณ 4–5 ปี และไม่ควรใช้งานเกิน 6 ปี แม้ดอกยางยังเหลือมากก็ตาม ขณะที่อายุสูงสุดที่ไม่ควรเกินคือ 10 ปีนับจากวันผลิต

เจ้าของรถสามารถตรวจสอบปีผลิตได้จากรหัส DOT ที่แก้มยาง ตัวเลข 4 หลักสุดท้ายบอกสัปดาห์และปีที่ผลิต เช่น 2422 หมายถึงผลิตสัปดาห์ที่ 24 ปี 2022

ความเสี่ยงของรถที่จอดนาน

รถที่ไม่ค่อยได้ใช้งานมีความเสี่ยงเฉพาะ ได้แก่

-   เกิดอาการหน้ายางแบน (Flat Spot) จากการกดทับนาน

-   ยางแข็งตัวและแตกลายงา (Dry Rot)

-   แรงดันลมลดต่ำเรื้อรัง ทำให้โครงสร้างแก้มยางเสียหาย

-   โครงสร้างภายในเสื่อมแม้ภายนอกดูปกติ

อาการที่บ่งชี้ว่าควรเปลี่ยนทันที ได้แก่ รอยแตกตามแก้มยาง ยางบวม ดอกยางต่ำกว่า 1.6 มิลลิเมตร หรือรถมีอาการสั่นผิดปกติแม้ถ่วงล้อแล้ว

ต้องเปลี่ยนยางเมื่อไหร่? เรื่องใกล้ตัวที่หลายคนเข้าใจผิด
 

ข้อแนะนำเพื่อยืดอายุยาง

-   ตรวจเช็กลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง

-   ขยับรถหรือขับระยะสั้นๆ สัปดาห์ละครั้ง

-   หลีกเลี่ยงการจอดกลางแดดจัดเป็นเวลานาน

-   จอดบนพื้นเรียบ ลดแรงกดทับด้านใดด้านหนึ่ง

ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ยางรถยนต์เป็นชิ้นส่วนด้านความปลอดภัยหลัก (Primary Safety Component) เพราะเป็นจุดสัมผัสเดียวระหว่างรถกับพื้นถนน การใช้งานยางที่หมดอายุเพิ่มความเสี่ยงต่อการระเบิดหรือสูญเสียการควบคุม โดยเฉพาะขณะขับด้วยความเร็วสูง

ดังนั้น แม้รถจะวิ่งน้อย หากยางมีอายุเกิน 5–6 ปี ก็ควรนำรถเข้าตรวจเช็กอย่างละเอียด และพิจารณาเปลี่ยนเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ต้องเปลี่ยนยางเมื่อไหร่? เรื่องใกล้ตัวที่หลายคนเข้าใจผิด