- 11 ก.พ. 2569
แม้ “ส้มโอ” และ “เกรปฟรุต” จะขึ้นชื่อว่าเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ แต่ข้อมูลทางการแพทย์ชี้ชัดว่า สารในผลไม้ตระกูลนี้สามารถยับยั้งเอนไซม์สำคัญของตับและลำไส้
“ส้มโอ” และ “เกรปฟรุต” เป็นผลไม้ในตระกูล Citrus ที่อุดมด้วยวิตามินซี สารต้านอนุมูลอิสระ และใยอาหาร ได้รับการยอมรับว่ามีประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน ผิวพรรณ และการควบคุมน้ำหนัก อย่างไรก็ตาม งานวิจัยทางเภสัชวิทยาพบว่า ผลไม้กลุ่มนี้มีสารสำคัญชื่อว่า ฟูราโนคูมาริน (Furanocoumarins) ซึ่งสามารถรบกวนกระบวนการกำจัดสารของร่างกายได้
กลไกที่เกิดขึ้นในร่างกาย
ฟูราโนคูมารินมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ในลำไส้เล็กและตับที่ชื่อว่า Cytochrome P450 3A4 (CYP3A4)
เอนไซม์นี้มีหน้าที่สำคัญในการสลายยาและสารเคมีหลายชนิด
เมื่อเอนไซม์ถูกยับยั้ง:
- ร่างกายจะเผาผลาญยาได้ช้าลง
- ระดับยาในกระแสเลือดอาจสูงกว่าปกติ
- ความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงเพิ่มขึ้น
ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์อาจเกิดขึ้นได้นานกว่า 24 ชั่วโมงในบางราย ขึ้นกับปริมาณที่บริโภคและความไวของแต่ละบุคคล
กรณีดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับส้มโอ
ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าส้มโอทำให้ “พิษแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงโดยตรง” เหมือนกับบางกลุ่มยา
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแอลกอฮอล์เองต้องอาศัยกระบวนการเมแทบอลิซึมผ่านตับ การรับประทานอาหารหรือผลไม้ที่มีผลต่อเอนไซม์ตับ อาจทำให้การกำจัดแอลกอฮอล์เปลี่ยนแปลงได้ในทางทฤษฎี
ข้อเท็จจริงสำคัญคือ:
- ส้มโอ ไม่ได้ช่วยแก้เมา ตามความเชื่อ
- การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปคือปัจจัยทำลายตับโดยตรง
ดังนั้น ผู้ที่เพิ่งดื่มหนัก ควรให้ตับได้พัก และหลีกเลี่ยงการบริโภคสิ่งที่อาจรบกวนการทำงานของเอนไซม์เพิ่มเติม โดยเฉพาะหากมีโรคประจำตัว
กลุ่มยาที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
องค์การอาหารและยาหลายประเทศ รวมถึง FDA สหรัฐฯ ระบุว่า เกรปฟรุตและผลไม้ใกล้เคียง อาจมีปฏิกิริยากับยา เช่น
- ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน (เช่น simvastatin, atorvastatin บางขนาด)
- ยาความดันโลหิตบางชนิด
- ยารักษาโรคหัวใจ
- ยากดภูมิคุ้มกัน
- ยาบางชนิดในผู้ป่วยมะเร็ง
- ยาคลายกังวลบางกลุ่ม
ผลที่เกิดขึ้นอาจเป็นได้ทั้ง
- ระดับยา “สูงเกินไป” → เสี่ยงพิษจากยา
- หรือในบางกรณี “ลดประสิทธิภาพยา”
ผู้ป่วยที่รับประทานยาประจำ ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อนบริโภคเป็นประจำ
แล้วส้มโอกินได้หรือไม่?
คำตอบคือ กินได้ในคนทั่วไปที่ไม่ได้ใช้ยากลุ่มเสี่ยง และไม่มีโรคตับ
แต่ควรบริโภคในปริมาณเหมาะสม ไม่มากเกินไป
คุณค่าของเปลือกและไส้ขาว
แม้เนื้อผลจะต้องระวังในบางกรณี แต่ส่วนอื่นของส้มโอมีสารที่เป็นประโยชน์ ได้แก่:
1) เปลือกส้มโอ
มีน้ำมันหอมระเหย ฟลาโวนอยด์ และสารต้านอนุมูลอิสระ
มีงานศึกษาระบุฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านจุลชีพ
นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือแปรรูปเป็นอาหาร
ข้อควรระวัง: ต้องล้างให้สะอาดเพื่อลดสารตกค้างจากยาฆ่าแมลง
2) ไส้ขาว (Albedo)
มีใยอาหารชนิดละลายน้ำสูง โดยเฉพาะ เพกติน (Pectin)
ช่วยลดการดูดซึมไขมันและควบคุมระดับคอเลสเตอรอล
ช่วยการขับถ่าย
ไม่ควรกินปริมาณมากขณะท้องว่าง เพราะอาจระคายเคืองในบางราย
สรุปข้อเท็จจริงสำคัญ
✔ ส้มโอมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
✔ มีสารฟูราโนคูมารินที่ยับยั้งเอนไซม์ CYP3A4
✔ อาจทำให้ระดับยาบางชนิดสูงผิดปกติ
✔ ไม่ใช่วิธีแก้เมาที่ถูกต้อง
✔ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภคเป็นประจำ
การกินอย่างรู้ข้อมูล คือการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด






