- 06 มี.ค. 2569
อาการปวดท้องเรื้อรังหรือท้องอืดบ่อย อาจไม่ได้เกิดจากโรคกระเพาะเสมอไป แพทย์เตือนอาจเป็นสัญญาณของ “พังผืดในช่องท้อง”
อาการปวดท้องเรื้อรัง ท้องอืดบ่อย หรือแน่นท้องโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นอาการที่หลายคนมักมองข้ามและคิดว่าเกิดจากโรคกระเพาะหรือระบบย่อยอาหารทั่วไป แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับภาวะที่เรียกว่า “พังผืดในช่องท้อง” ซึ่งเป็นภัยเงียบที่สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้
พังผืดในช่องท้อง คือ แถบเนื้อเยื่อที่เกิดขึ้นภายในช่องท้อง ทำให้เกิดการยึดติดกันของอวัยวะภายใน เช่น ลำไส้ ท่อนำไข่ หรืออวัยวะอื่น ๆ ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของอวัยวะเหล่านั้นผิดปกติ โดยเฉพาะลำไส้ที่อาจถูกดึงรั้งจนเกิดปัญหาในการทำงาน
สาเหตุของการเกิดพังผืดในช่องท้อง
สาเหตุที่พบบ่อยของการเกิดพังผืดในช่องท้อง มักเกิดหลังจากการผ่าตัดในช่องท้อง เนื่องจากกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อของร่างกายอาจทำให้เกิดการยึดติดของเนื้อเยื่อภายใน
นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากภาวะการอักเสบหรือการติดเชื้อในช่องท้อง เช่น
- ไส้ติ่งอักเสบ
- การอักเสบของมดลูกหรือปีกมดลูก
- โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
แม้ว่าบางคนอาจมีพังผืดโดยไม่รู้ตัว แต่ในบางกรณีอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะภายในได้
อาการและภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง
ในระยะเริ่มต้น ผู้ที่มีพังผืดในช่องท้องจำนวนมากอาจไม่แสดงอาการชัดเจน หรือมีเพียงอาการปวดท้องเรื้อรังเป็นครั้งคราว แต่เมื่อพังผืดเริ่มดึงรั้งอวัยวะต่าง ๆ อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้นได้
หนึ่งในภาวะที่อันตรายคือ ภาวะลำไส้อุดตัน ซึ่งเกิดจากพังผืดรัดลำไส้จนทำให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ผิดปกติ ผู้ป่วยอาจมีอาการท้องอืด แน่นท้อง ไม่ผายลม ไม่ถ่ายอุจจาระ และไม่สามารถรับประทานอาหารได้
นอกจากนี้ หากพังผืดเกิดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิง เช่น ท่อนำไข่ ก็อาจทำให้เกิดการตีบตัน ส่งผลให้เกิดภาวะมีบุตรยากได้
แนวทางการรักษา
การรักษาพังผืดในช่องท้องขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยเป็นหลัก โดยทั่วไปแพทย์จะหลีกเลี่ยงการผ่าตัดหากไม่จำเป็น เพราะการผ่าตัดซ้ำอาจกระตุ้นให้เกิดพังผืดใหม่ขึ้นมาได้
อย่างไรก็ตาม หากเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น พังผืดรัดลำไส้จนเกิดลำไส้อุดตัน หรือพังผืดที่ส่งผลต่ออวัยวะสำคัญ แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อแก้ไขปัญหา
วิธีป้องกันการเกิดพังผืดหลังผ่าตัด
1.แม้ว่าพังผืดจากการอักเสบจะป้องกันได้ยาก แต่ในกรณีของการผ่าตัด แพทย์สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น
2.การผ่าตัดแบบส่องกล้อง ซึ่งทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิด
3.เทคนิคการผ่าตัดที่ประณีต เพื่อลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อและควบคุมการเสียเลือด
4.การใช้สารป้องกันพังผืด เช่น เจลหรือแผ่นกั้น เพื่อลดการยึดติดของอวัยวะ
การเคลื่อนไหวร่างกายเร็วหลังผ่าตัด เพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า หากมีอาการปวดท้องเรื้อรัง หรือมีอาการผิดปกติหลังการผ่าตัดในช่องท้อง ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสม
แม้ “พังผืดในช่องท้อง” จะดูเป็นภาวะที่ไม่รุนแรงในช่วงแรก แต่หากปล่อยไว้จนเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ลำไส้อุดตัน ก็อาจกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน






