ตาขาวไม่ใส  เกิดจากอะไร? เช็กสัญญาณเตือนสุขภาพดวงตาก่อนสายเกิน

"หมดปัญหาตาขาวไม่ใส ดูหมองคล้ำ เหลือง หรือแดงจนหน้าดูโทรม! ชวนมาเช็ก 5 ต้นตอสาเหตุใกล้ตัว พร้อมแจกเคล็ดลับง่ายๆ

ตาขาวไม่ใส เกิดจากอะไร? เผยเคล็ดลับง่ายๆ ปลุกดวงตาให้กลับมาสดใสสุขภาพดี

เคยสังเกตตัวเองในกระจกไหมว่า ทำไมบางคนถึงมีดวงตาที่ดูใสแป๋ว เป็นประกาย ดูสดชื่นตลอดเวลา แต่พอมองกลับมาที่ตัวเอง กลับรู้สึกว่า ตาขาวไม่ใส ดูหมองคล้ำ มีสีเหลือง หรือมีเส้นเลือดแดงก่ำจนใบหน้าดูโทรมและเหนื่อยล้าอยู่ตลอด

 เจาะลึกถึงสาเหตุ พร้อมแชร์ทริกง่ายๆ ที่จะช่วยให้ดวงตากลับมาขาวใสปิ๊งอีกครั้งครับ

เช็ก 5 สาเหตุตัวการ ทำตาขาวไม่ใส หมองคล้ำ และดูไม่สดชื่น

1. ระคายเคืองจากมลภาวะ และใช้สายตาหนักเกินไป

สาเหตุ: การที่ดวงตาต้องเผชิญกับฝุ่นละออง ควัน ลม แสงแดดจัด หรือการนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟนเป็นเวลานานๆ จะทำให้เยื่อบุตาเกิดการระคายเคืองและอักเสบ เส้นเลือดฝอยขยายตัว ส่งผลให้ตาขาวดูหมองคล้ำและไม่สดใส

วิธีดูแล: หลีกเลี่ยงการขยี้ตาบ่อยๆ พักสายตาระหว่างวัน และสามารถใช้ น้ำตาเทียม เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและชะล้างสิ่งสกปรกได้

2. อาการภูมิแพ้ขึ้นตา

สาเหตุ: คนที่เป็นโรคภูมิแพ้มักจะมีอาการคันตา ระคายเคือง และเผลอขยี้ตาบ่อยโดยไม่รู้ตัว ซึ่งการขยี้ตาแรงๆ จะทำให้เส้นเลือดฝอยในตาขยายตัวหรือแตก จนตาดูแดงช้ำและหมองกว่าปกติ

วิธีดูแล: แนะนำให้ใช้ ประคบเย็น บริเวณดวงตาเพื่อลดอาการคัน และใช้น้ำตาเทียมชนิดไม่มีสารกันเสีย หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยาหยอดตาแก้ภูมิแพ้

3. อักเสบจากการใส่คอนแทคเลนส์ หรือเครื่องสำอาง

สาเหตุ: การรักษาความสะอาดคอนแทคเลนส์ไม่ดีพอ ใส่เลนส์นานเกินเวลากำหนด หรือมีเศษเครื่องสำอาง ฝุ่น แป้ง หลุดรอดเข้าไปในดวงตา อาจทำให้เยื่อบุตาอักเสบ มีอาการตาแดงเข้ม หรือระคายเคืองรุนแรง

 

วิธีดูแล: ควรหยุดใส่คอนแทคเลนส์และงดแต่งตาชั่วคราว หากมีอาการเจ็บตาหรือตาบวมควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที ไม่ควรซื้อยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์มาใช้เอง

บอกลาตาหมองได้เลย เผยเคล็ดลับกู้ดวงตาขาวให้กลับมาสดใส

4. พักผ่อนน้อย และเล่นมือถือในที่มืด

สาเหตุ: การนอนดึกและการจ้องหน้าจอในที่มืด ทำให้กล้ามเนื้อตาต้องทำงานหนักกว่าปกติ ส่งผลให้ตาแห้งอย่างรุนแรงและเกิดอาการตาแดง มีเส้นเลือดปูดขึ้นมาเด่นชัด

วิธีดูแล: ลองปรับพฤติกรรมง่ายๆ ด้วย "กฎ 20-20-20" คือ ทุกๆ 20 นาทีในการมองหน้าจอ ให้พักสายตามองไปที่ระยะไกล 20 ฟุต เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที และงดการนอนตะแคงเล่นมือถือในที่มืด

5. ตาขาวเหลือง (สัญญาณเตือนโรคตับหรือไต)

สาเหตุ: หากพบว่าตาขาวเปลี่ยนเป็น สีเหลืองชัดเจน (โดยเฉพาะเมื่อพลิกดูใต้เปลือกตาก็ยังเป็นสีเหลือง) อาจไม่ใช่แค่ตาแห้งธรรมดา แต่อาจเป็นอาการของ "ดีซ่าน" ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของโรคตับ ไวรัสตับอักเสบ หรือปัญหาเกี่ยวกับถุงน้ำดีและไต

วิธีดูแล: หากมีอาการตาเหลืองร่วมกับตัวเหลือง อ่อนเพลีย หรือปัสสาวะสีเข้ม จัดเป็นภาวะที่ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด ทันที

บอกลาตาหมองได้เลย เผยเคล็ดลับกู้ดวงตาขาวให้กลับมาสดใส

7 เคล็ดลับกู้ดวงตาให้กลับมาขาวใส เปล่งประกายดูมีออร่า

หากดวงตาของคุณไม่ได้มีรอยโรคที่รุนแรง การปรับพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยก็สามารถช่วยคืนความสดใสให้ดวงตาได้ดังนี้:

นอนหลับให้เพียงพอ: พักผ่อนอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ดวงตาได้ซ่อมแซมตัวเอง

ดื่มน้ำสะอาดมากๆ: การดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดปัญหาตาแห้ง

เน้นทานอาหารบำรุงสายตา: ทานผักผลไม้ที่มีวิตามินเอ วิตามินซี และลูทีน เช่น ฟักทอง ผักบุ้ง แครอท และเบอร์รี่

สวมแว่นกันแดด: ทุกครั้งที่ต้องออกแดดหรือเจอเลนส์แสง UV เพื่อปกป้องดวงตาจากลมและแสงแดด

หลีกเลี่ยงมลภาวะ: หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีควันบุหรี่ ควันรถยนต์ หรือฝุ่นละอองหนาแน่น

ห้ามขยี้ตาเด็ดขาด: หากเคืองตาให้ใช้การล้างตาหรือหยอดน้ำตาเทียมแทน

ตรวจสุขภาพตาประจำปี: พบจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเพื่อเช็กความผิดปกติ

💡 ข้อคิดจากผู้เชี่ยวชาญ:

ดวงตาที่สดใสไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความมั่นใจและทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์เท่านั้น แต่ยังเป็นหน้าต่างที่สะท้อนถึงสุขภาพภายในร่างกายของเราอีกด้วย ดังนั้น หากปรับพฤติกรรมแล้วอาการตาขาวไม่ใสยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการปวดตาร่วมด้วย ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด

 
 

 

แหล่งที่มาอ้างอิง:

ข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับโรคเยื่อบุตาอักเสบและการดูแลสุขภาพดวงตา โดย จักษุแพทย์จากสมาคมจักษุวิทยาแห่งประเทศไทย (The Royal College of Ophthalmologists of Thailand) และแนวทางเวชปฏิบัติโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง)