เปิดแฟ้มคดีสุภรณ์ เมื่อคำสาบานถูกถอน แล้วสารพัดคดีหนักปักหลังจะถอนได้หรือ

เปิดแฟ้มคดีสุภรณ์ เมื่อคำสาบานถูกถอน แล้วสารพัดคดีหนักปักหลังจะถอนได้หรือ

Publish 2018-08-04 17:05:46



 

สร้างความฮือฮาแปลกใจไม่น้อยเมื่อแรมโบ้อีสาน สุภรณ์ อัตถาวงศ์ คล้ายจะพูดออกมาอย่างเต็มปากเต็มคำพร้อมสนับสนุน บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หวนกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง โดยอดีต ส.ส.นครราชสีมา ผู้นี้กำลังจะย้ายไปอยู่มุ้งหลังใหม่พรรคพลังประชารัฐของ กลุ่มสามมิตร



 

 

 

       สำหรับ สุภรณ์ เป็นหนึ่งสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี จากการพรรคไทยรักไทยถูกยุบ และในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คนเสื้อแดงออกมาชุมนุมใหญ่และถูกสลายการชุมนุมในปี 2552 และ 2553 สุภรณ์ ก็เป็นแกนนำคนหนึ่งที่ต้องหนี ก่อนจะกลับมาเมื่อปี2557 เมื่อคสช.เข้ายึดอำนาจ ถูกทหารควบคุมตัว แล้วก็ไปสาบานต่อหน้าย่าโมว่า จะเลิกเล่นการเมือง และไม่ยุ่งเกี่ยวการเมืองไปตลอดชีวิต

 

 



 

 

       ล่าสุดนายสุภรณ์ เมื่อวานที่ผ่านมา(3ส.ค.) ที่อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี(ย่าโม) นครราชสีมา นายสุภรณ์ นำพวงมาลัยดอกดาวเรือง ช่อดอกไม้ ธูป เทียน และแผ่นทองคำเปลว กราบไหว้อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ตั้งจิตอธิฐาน กล่าวถอนคำสาบาน ขอกลับทำงานพัฒนาสร้างความเจริญให้กับเมืองโคราช เพื่อให้เกิดความกินดีอยู่ดีของประชาชน และสิ่งใดทำไว้ มิดี มิงาม ขอกราบอภัยย่าโม

 

       “ตนพร้อมที่จะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ถ้าเข้ามาสู่ตามระบอบกติกาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ คือเข้าสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ฉะนั้นพล.อ.ประยุทธ์ ก็เป็นคนโคราช ลูกหลานย่าโมคนหนึ่งเหมือนกัน ในฐานะคนโคราชรักกันก็ต้องช่วยกัน” นายสุภรณ์ กล่าว

 

 

        อย่างไรก็ตาม หากนายสุภรณ์ จะเข้าไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคอื่นใดก็ไม่ใช่ผิด หรือไม่เหมาะสมแต่ประการใด แต่ก็เกิดคำถามตามมาด้วยเช่นกันว่า แล้วบรรดาคดีความต่างๆ ที่คล้ายชนักปักอยู่กลางหลังแกนนำนปช.คนนี้ จะส่งผลอะไรต่ออนาคตทางการเมืองหรือไม่เพราะกำหนดเลือกตั้งก็งวดเข้ามาทุกขณะ เช่นนี้แล้ว บ่วงคดีจากการการชุมนุมร่วมกับคนเสื้อแดงจะทำให้สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้หรือไม่ ???นี่จึงเป็นคำถาม

 

       ทั้งนี้อัยการได้มีคำสั่งฟ้อง19แกนนำนปช.ในคดีก่อการร้าย เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2553 โดยนายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ มีความเห็นสั่งฟ้องแกนนำและ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) รวม 19 คน แต่ขณะนั้นยังไม่มีคำสั่งคดีในส่วนของผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างหลบหนี คือนายทักษิณ ชินวัตร นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นายพายัพ ปั้นเกษ นายอดิศร เพียงเกษ และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ซึ่งอธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษได้สั่งให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอติดตามตัวมาฟังคำสั่งคดีในภายหลัง

 

 

       กระนั้นต้องไม่ลืมด้วยว่าเมื่อปลายปีที่แล้วตำรวจพัทยานัด 4 แกนนำ นปช.เดินทางพบพนักงานอัยการ หลังพนักงานสอบสวนส่งสำนวนคดีฟ้อง กรณีพากลุ่มมวลชนยกขบวนไปปิดล้อมและล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน หรือ “อาเซียนซัมมิท” โดยเมื่อวันที่ 23 ส.ค.60 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายอดิศร เพียงเกษ นายแพทย์ เหวง โตจิราการ และนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ เดินทางเข้าพบอัยการจังหวัดพัทยาเพื่อรายงานตัว หลังพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา นำส่งสำนวนคดีสั่งฟ้องกรณีพากลุ่มมวลชนยกขบวนไปปิดล้อมและล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาซียน ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมรอยัล คลิฟบีชรีสอร์ท จ.ชลบุรี เมื่อเดือนเมษายน 2552 เพื่อส่งตัวผู้ถูกกล่าวหาให้พนักงานอัยการ

 

       ขณะที่พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา กล่าวแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการรวบรวมหลักฐานสรุปสำนวนการสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องและนัดผู้ต้องหามาแล้วส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมผู้ต้องหาให้อัยการจังหวัด โดยวันนี้มีผู้ต้องหามาเพียง 4 คน จาก 7 คน ขาดในส่วนของ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ที่ป่วยและได้ให้ใบรับรองแพทย์มาแล้ว ซึ่งจะมีการแยกสำนวนการสอบสวนออกไปอีกสำนวนหนึ่งส่งภายหลัง

 

 

ฉะนั้นจะเห็นว่าแกนนำนปช.แทบทุกคนมีคดีปักคาไว้อย่างสาหัสทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรมโบ้อีสาน ที่กำลังถูกกล่าวถึงกันอยู่ในขณะนี้ เพราะแม้จะถอนคำสาบานออกไปแล้ว แต่ในเรื่องคดีความอย่างน้อย2คดีนี้ จะทำอย่างไร??? ที่สำคัญจะส่งผลอะไรต่ออนาคตทางการเมืองของแกนนำนปช.ผู้นี้ จะกลับตัวกลับใจเพื่ออะไร???นี่คือคำถาม...  

 

 

 

 

ขอบคุณภาพ : สปริงนิวส์ , พระอินทร์


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ศิริพงษ์ หนูแก้ว