- 14 ส.ค. 2569
สรุปม้วนเดียวจบ ความต่าง "สารทจีน-สารทไทย" ขาดชิ้นไหน.. บรรพบุรุษไม่ได้บุญ? ว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร
สรุปม้วนเดียวจบ ความต่าง "สารทจีน-สารทไทย" ขาดชิ้นไหน.. บรรพบุรุษไม่ได้บุญ?
เมื่อย่างก้าวเข้าสู่ช่วงเทศกาลทำบุญครั้งใหญ่ของปี หลายครอบครัวมักจะเกิดความสับสนระหว่าง "วันสารทจีน" และ "วันสารทไทย" ว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร
แม้ว่าทั้งสองเทศกาลนี้จะมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษเหมือนกัน แต่รู้หรือไม่ว่า ขนบธรรมเนียมและพิธีกรรมทางประวัติศาสตร์นั้นกลับมี "จุดตายสำคัญ" ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเรื่องของ "ของไหว้เฉพาะทาง" ที่ว่ากันว่าหากจัดสำรับขาดสิ่งนี้ไป ดวงวิญญาณอาจไม่ได้รับส่วนบุญ
วันนี้เราจะพากางปฏิทินไขข้อข้องใจ สรุปชัด ๆ ฉบับเข้าใจง่ายเพื่อให้คุณเตรียมตัวไหว้ได้อย่างถูกต้องและเป็นสิริมงคลสูงสุดแก่ครอบครัวค่ะ
ปฏิทินวันไหว้ปี 2569 ตรงกับวันไหน?
จุดต่างแรกที่เห็นได้ชัดเจนคือช่วงเวลาการไหว้ เนื่องจากใช้เกณฑ์การนับปฏิทินคนละแบบ
วันสารทจีน 2569 ตรงกับ วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2569 (ตามปฏิทินจีนคือ วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7) คตินิยมเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่ประตูยมโลกเปิดออกให้วิญญาณมารับส่วนกุศล
วันสารทไทย 2569 ตรงกับ วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2569 (ตามปฏิทินไทยคือ วันแรม 15 ค่ำ เดือน 10) หรือที่ทางภาคใต้เรียกกันว่า "งานบุญเดือนสิบ"
เจาะลึกความต่าง "สารทจีน VS สารทไทย"
1. สถานที่และรูปแบบพิธีกรรม
สารทจีน: เป็นการตั้งโต๊ะเซ่นไหว้ภายในบริเวณบ้าน โดยแบ่งรอบการไหว้ตั้งแต่เช้าจรดบ่าย ทั้งไหว้เจ้าที่ บรรพบุรุษ และผีไม่มีญาติ รวมถึงมีการเผากระดาษเงินกระดาษทองเพื่อส่งไปให้ผู้ล่วงลับ
สารทไทย: เป็นการจัดสำรับภัตตาหาร ข้าวปลาอาหารแห้ง แล้วนำเดินทางไปทำบุญตักบาตร ตรวจน้ำ และอุทิศส่วนกุศลร่วมกันที่วัดประจำหมู่บ้านหรือวัดประจำตระกูล
2. ของไหว้ไฮไลต์ประจำเทศกาล (ชิ้นสำคัญที่ห้ามขาด)
สารทจีน: ขนมมงคลที่เป็นหัวใจหลักคือ "ขนมเข่ง" และ "ขนมเทียน" ตามความเชื่อจีนโบราณ ขนมเข่งสื่อถึงความหวานชื่นและความราบรื่นในชีวิต ส่วนขนมเทียนสื่อถึงความสว่างไสว หากขาดสองสิ่งนี้จะถือว่าสำรับไหว้สารทจีนไม่สมบูรณ์
สารทไทย: ขนมที่เป็นหัวใจหลักและขาดไม่ได้เลยคือ "กระยาสารท" (สำหรับภาคกลาง) หรือ "หฺมฺรับ และขนม 5 อย่าง" ได้แก่
- ขนมพอง (แทนแพฟากข้ามห้วงมหรรณพ)
- ขนมลา (แทนเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม)
- ขนมกง (แทนเครื่องประดับ)
- ขนมดีซำ (แทนเงินเบี้ย)
- ขนมบ้า (แทนลูกสะบ้าไว้ละเล่น)
โบราณเชื่อว่าหากจัดสำรับขาดขนมเหล่านี้ ดวงวิญญาณบรรพบุรุษ (เปรต) จะไม่มีเครื่องใช้และไม่สามารถรับผลบุญได้
3. เนื้อสัตว์ที่ใช้จัดโต๊ะสำรับ
สารทจีน: เน้นอาหารคาวแบบจัดเต็มชุดใหญ่ มีการใช้เนื้อสัตว์แบบเต็มตัว (ซาแซ หรือ โหงวแซ) เช่น ไก่ต้ม หมูสามชั้น เป็ดต้ม เพื่อแสดงถึงความกตัญญูและความอุดมสมบูรณ์ของครอบครัว
สารทไทย: เน้นอาหารไทยพื้นบ้านตามฤดูกาล ผักน้ำพริก แกงเผ็ด ข้าวปลาอาหารแห้ง โดยเป็นการจัดถวายพระภิกษุสงฆ์เป็นหลัก จึงไม่มีเงื่อนไขเรื่องเนื้อสัตว์เต็มตัวเหมือนฝั่งจีน
4. คติความเชื่อเรื่องโลกวิญญาณ
สารทจีน: เชื่อว่าเป็นวันที่เทพเจ้าเปิดประตูนรก เพื่อให้ดวงวิญญาณบรรพบุรุษและดวงวิญญาณเร่ร่อนกลับมาเยี่ยมโลกมนุษย์และรับของเซ่นไหว้จากลูกหลาน
สารทไทย: มีความเชื่อเชื่อมโยงกับเรื่องเปรตหรือดวงวิญญาณที่ต้องทนทุกข์ทารุณ โดยทางยมโลกจะปล่อยตัวกลับมาโลกมนุษย์ 15 วันเพื่อรับส่วนบุญ และมีพิธี "ชิงเปรต" เพื่อความสนุกสนานและอุทิศกุศลในตอนท้าย
คุณค่าที่เหมือนกันภายใต้ความต่าง
แม้ว่าขนบธรรมเนียม ประเพณี และของไหว้ของทั้งสองเทศกาลจะแตกต่างกันตามวัฒนธรรม แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้ง "สารทจีน" และ "สารทไทย" มีเหมือนกัน 100% คือ "คุณค่าแห่งความกตัญญู"
มันคือวันที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นหลังได้แสดงความระลึกถึงและขอบคุณบรรพบุรุษผู้ล่วงลับที่เคยเลี้ยงดูมา และเป็นกุศโลบายอันยอดเยี่ยมในการดึงให้สมาชิกในครอบครัวได้กลับมาจับเข่าคุยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาในทุก ๆ ปีค่ะ
