- 06 พ.ย. 2569
เปิดอาการ "ฝีดาษลิง" รู้ประวัติเสี่ยง-รีบตรวจรักษา หากพบตุ่ม-แผลผิดปกติหลังสัมผัสเสี่ยง ควรพบแพทย์ตรวจวินิจฉัย ลดโอกาสแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2569 สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ เปิดเผยว่า เนื่องด้วยสถานการณ์โรคฝีดาษวานร หรือ ฝีดาษลิง (Mpox หรือ Monkeypox) ในปัจจุบัน สถาบันโรคผิวหนังมีความห่วงใยเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่ม Orthopoxvirus genus. ที่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสใกล้ชิด โดยเฉพาะการสัมผัสผื่น ตุ่มน้ำ แผล หรือเยื่อบุของผู้ติดเชื้อ ประชาชนจึงควรทำความเข้าใจลักษณะการติดต่อและอาการของโรค เพื่อให้สามารถสังเกตความผิดปกติและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยได้อย่างเหมาะสม
นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การติดต่อของโรคฝีดาษวานร สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะการสัมผัสผื่น ตุ่มน้ำ แผล หรือเยื่อบุ รวมถึงการสัมผัสระหว่างมีเพศสัมพันธ์ การจูบ และการสัมผัสผิวหนังโดยตรง
นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อผ่านสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า และเครื่องนอน รวมถึงการสัมผัสสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจในระยะใกล้ ทั้งนี้ การติดเชื้อไวรัสไม่จำเป็นต้องเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสใกล้ชิดในรูปแบบอื่น โดยการอยู่ร่วมสถานที่หรือสัมผัสทั่วไปโดยไม่มีการสัมผัสเสี่ยง ไม่ถือเป็นช่องทางการแพร่เชื้อที่มีความเสี่ยงสูง
นายแพทย์วีรวัต อุครานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า การวินิจฉัยโรคฝีดาษวานร อาศัยการซักประวัติ การสัมผัสเสี่ยง การประเมินอาการและลักษณะรอยโรคทางผิวหนัง ร่วมกับการตรวจยืนยันสารพันธุกรรมของเชื้อด้วยวิธี Polymerase Chain Reaction (PCR) โดยเก็บตัวอย่างจากรอยโรคที่ผิวหนังหรือเยื่อบุ
ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการ ต่อมน้ำเหลืองโต จึงไม่ควรใช้การไม่มีต่อมน้ำเหลืองโตเป็นเกณฑ์ในการตัดโรคออก สำหรับผู้ที่มีแผลบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก ควรพิจารณาตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วยตามข้อบ่งชี้ เพื่อให้สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องและครอบคลุม
นายแพทย์ปุณวิศ สุทธิกุลณเศรษฐ์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคฝีดาษวานรมีระยะฟักตัวโดยทั่วไปประมาณ 3-17 วัน และอาจนานถึง 21 วันหลังได้รับเชื้อ โดยอาการอาจเริ่มจากไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และต่อมน้ำเหลืองโต ก่อนหรือร่วมกับการเกิดผื่นและตุ่มตามผิวหนัง
อย่างไรก็ตาม ในการระบาดยุคปัจจุบัน ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการไม่ครบตามลักษณะดั้งเดิม หรือมีผื่นเพียงไม่กี่ตำแหน่ง โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือภายในช่องปาก บางรายอาจมีอาการเจ็บบริเวณทวารหนัก เจ็บขณะขับถ่าย หรือมีแผลบริเวณเยื่อบุ โดยไม่มีผื่นกระจายทั่วร่างกาย ลักษณะผื่น อาจเริ่มจากตุ่มแดงหรือตุ่มนูน พัฒนาเป็นตุ่มน้ำ ตุ่มหนอง และตกสะเก็ดตามลำดับ แต่ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีลักษณะและจำนวนผื่นแตกต่างกัน หากพบผื่น ตุ่ม หรือแผลผิดปกติ โดยเฉพาะหลังมีประวัติสัมผัสเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์
นอกจากนี้ การใช้ถุงยางอนามัยสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด แต่ไม่สามารถป้องกัน การติดเชื้อไวรัสได้ทั้งหมด เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่ผ่านการสัมผัสผิวหนังบริเวณที่ไม่ได้ปกคลุมด้วยถุงยางอนามัยได้
สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ขอให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการสังเกตอาการและประวัติการสัมผัสเสี่ยง หากพบความผิดปกติของผิวหนังหรือสงสัยติดเชื้อโรคฝีดาษวานร (Mpox หรือ Monkeypox) ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากสถานพยาบาล เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น
