- 23 มี.ค. 2569
"หมอเจด" ยกเคส "ไข้กาฬหลังแอ่น" คืออะไร หลังมีผู้เสียชีวิตในไทยแล้ว 3 ราย เปิด 5 สัญญาณเตือน ทำไมอันตรายถึงชีวิต
วันที่ 23 มี.ค. 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ให้ความรู้เรื่องสุขภาพผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด เผยถึง 5 เรื่องน่ารู้และสัญญาณเตือนของ โรคไข้กาฬหลังแอ่น ทำไมอันตรายถึงชีวิต โดยระบุว่า
ช่วงนี้หลายคนคงได้ยินข่าวการระบาดของ "ไข้กาฬหลังแอ่น" ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในไทยแล้วถึง 3 ราย ความน่ากลัวของโรคนี้คือ "ความเร็ว" เพราะจากแค่มีไข้ธรรมดา อาจกลายเป็นภาวะวิกฤตที่อันตรายถึงชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง เพื่อความไม่ประมาท เรามาทำความเข้าใจโรคนี้ให้ลึกซึ้งผ่าน 5 หัวข้อหลักกันครับ
1. ทำไมถึงชื่อว่า "ไข้กาฬหลังแอ่น" ชื่อนี้มีที่มาที่น่ากลัวกว่าที่คิด
ชื่อของโรคนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาลอย ๆ แต่เป็นการรวมลักษณะอาการเด่น 2 อย่างที่บ่งบอกถึงความรุนแรงของโรค
คำว่า "กาฬ" หมายถึง สีดำ หรือ รอยคล้ำ ในทางระบาดวิทยาโบราณมักใช้เรียกโรคที่ทำให้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีคล้ำจากการที่เส้นเลือดฝอยแตกและมีเลือดออกใต้ผิวหนังเป็นจำนวนมาก จนดูเหมือนเป็นปื้นสีม่วงหรือดำตามตัว
คำว่า "หลังแอ่น" เกิดจากเชื้อเข้าไปอักเสบที่ "เยื่อหุ้มสมอง" (Meningitis) อย่างรุนแรง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอและหลังเกิดการเกร็งตัวอย่างหนัก ผู้ป่วยจะมีอาการคอแข็ง จนถึงขั้นหลังแข็งและเกร็งแอ่นไปข้างหลังโดยไม่รู้สึกตัว (Opisthotonus)
เมื่อรวมกันจึงกลายเป็น "ไข้กาฬหลังแอ่น" ที่สะท้อนภาพผู้ป่วยที่มีจุดเลือดออกสีคล้ำตามตัวร่วมกับอาการเกร็งหลังแอ่นนั่นเอง
2. จุดเริ่มต้นของการระบาด และทำไมถึงกลับมาน่ากลัวในช่วงนี้?
เชื้อตัวร้ายนี้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Neisseria meningitidis ซึ่งปกติแล้วมันอาศัยอยู่แบบเงียบ ๆ ใน "โพรงจมูกและลำคอ" ของมนุษย์เรานี่แหละ
- พาหะที่ไม่มีอาการ : ที่น่ากลัวคือ มีคนประมาณ 10-20% ที่เป็น "พาหะ" คือมีเชื้อในคอแต่ไม่มีอาการอะไรเลย แต่สามารถแพร่เชื้อให้คนรอบข้างที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอได้
- ติดต่อกันได้อย่างไร : เชื้อนี้ไม่ได้ปลิวไปตามลมไกล ๆ แบบโควิด แต่มันติดต่อผ่าน "ละอองฝอยน้ำลาย" ในระยะใกล้ชิด (Close Contact) เช่น การไอ จาม การดื่มน้ำแก้วเดียวกัน การใช้ช้อนร่วมกัน หรือแม้แต่การจูบ
- ทำไมระบาดช่วงนี้ : มักพบการระบาดในที่ที่มีคนอยู่รวมกันแออัด เช่น ค่ายทหาร หอพักนักเรียน หรือในกลุ่มคนที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ระบาด (เช่น แถบแอฟริกาตะวันตก หรือเขตร้อนชื้น) เมื่อมีการเคลื่อนย้ายประชากรหรืออยู่ในที่แออัด เชื้อจึงมีโอกาสแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น
3. ระยะฟักตัวและสัญญาณเตือน : ใครบ้างที่ต้องรีบตื่นตัว
หลังจากที่เราได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว เชื้อจะใช้เวลา "ฟักตัว" ประมาณ 2 ถึง 10 วัน (เฉลี่ยคือ 3-4 วัน) ก่อนจะเริ่มสำแดงฤทธิ์
- อาการเริ่มแรก : จะเหมือนไข้หวัดเป๊ะ มีไข้ ปวดเมื่อยตัว ปวดหัว แต่สิ่งที่ต่างคือ "ความทรุด" มันจะเร็วมาก
- แล้วใครที่ต้องกังวล : ถ้าเกิดมีไข้ร่วมกับเพิ่งกลับจากพื้นที่ระบาด หรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ยืนยันว่าเป็นไข้กาฬหลังแอ่น รวมถึงกลุ่มคนที่ทำงานในสถานบันเทิงหรือที่แออัด ต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด
- จุดที่ต้องตื่นตัว : หากกินยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลง หรือเริ่มมีอาการปวดหัวรุนแรงกว่าปกติที่เคยเป็นมา ให้สงสัยไว้ก่อนว่าไม่ใช่หวัดธรรมดา
4. เช็กอาการ "แดง-ส้ม-ดำ": สัญญาณอันตรายที่ต้องพุ่งไปโรงพยาบาลทันที!
อาการของโรคนี้แบ่งออกเป็น 2 ทางหลักที่อันตรายพอกัน คือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และ การติดเชื้อในกระแสเลือด สัญญาณที่คุณต้องสังเกตมีดังนี้
4.1 จุดเลือดออกตามตัว (Petechiae) : เห็นเป็นจุดแดงเล็ก ๆ เหมือนเข็มหมุด หรือปื้นม่วง ๆ "ลองเอาแก้วใส ๆ กดทับดู ถ้ากดแล้วจุดไม่จางหายไป" นั่นคือสัญญาณของเลือดออกใต้ผิวหนังจากการที่เชื้อทำลายหลอดเลือด
4.2 อาการทางระบบประสาท : คอแข็ง (ก้มคอให้คางชิดอกไม่ได้) ปวดหัวระเบิด แพ้แสงจ้า (ลืมตาไม่ได้) ซึมลง สับสน พูดจาวนไปวนมา
4.3 ภาวะช็อก : มือเท้าเย็นจัดแต่ตัวร้อนจัด ชีพจรเต้นเร็ว หายใจหอบเหนื่อย ความดันตก
ถ้าเห็นสัญญาณข้อใดข้อหนึ่ง อย่ารอถึงเช้า! ต้องรีบส่งห้องฉุกเฉินทันที เพราะการรักษาช้าไปเพียง 1-2 ชั่วโมง อาจหมายถึงโอกาสรอดที่ลดลงอย่างมาก
5. แนวทางการรักษา : เมื่อถึงมือหมอ เขาช่วยเราอย่างไรบ้าง
การรักษาไข้กาฬหลังแอ่นคือการแข่งกับเวลาครับ โดยคุณหมอจะดำเนินการอย่างละเอียดดังนี้
- การฆ่าเชื้อ (Antibiotics): เมื่อสงสัยปุ๊บ หมอจะให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำทันที (เช่น Ceftriaxone) โดยไม่ต้องรอผลเพาะเชื้อ เพราะเชื้อตัวนี้ตายง่ายด้วยยาปฏิชีวนะ แต่ต้องให้เร็วที่สุดก่อนที่มันจะหลั่งสารพิษจนอวัยวะล้มเหลว
- การประคับประคองภาวะช็อก: หากคนไข้ความดันตก หมอจะให้สารน้ำทางน้ำเกลืออย่างเต็มที่ หรือใช้ยากระตุ้นความดัน เพื่อรักษาชีวิตของอวัยวะสำคัญ เช่น ไตและหัวใจ
- การลดการอักเสบในสมอง: อาจมีการใช้ยาสเตียรอยด์ในบางกรณีเพื่อลดการบวมของสมองจากการอักเสบ
- การแยกกักโรค: ผู้ป่วยจะต้องอยู่ในห้องแยกเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และ "คนที่ใกล้ชิดผู้ป่วย" จะต้องได้รับยาปฏิชีวนะกินเพื่อป้องกันโรค (Chemoprophylaxis) ตามคำแนะนำของแพทย์ด้วย
ไข้กาฬหลังแอ่นแม้จะดูน่ากลัวและรวดเร็ว แต่ "ป้องกันได้" ด้วยการรักษาสุขอนามัย ไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น และ "รักษาหายได้" ถ้าเราช่างสังเกตและถึงมือหมอไวครับ อย่าชะล่าใจว่าแค่เป็นไข้ธรรมดา หากมีอาการผิดปกติเพียงนิดเดียว การไปหาหมอคือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด
ขอบคุณ FB : หมอเจด






