- 01 เม.ย. 2569
รองศาสตราจารย์ พันตำรวจโท ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล หรือ อาจารย์โต้ง เปิดใจต้นเหตุหลักทำถูกให้ออกจากงานโดยไม่จ่ายชดเชยแบบกะทันหัน
ไทยนิวส์ออนไลน์ ต่อสายตรงเปิดใจ รองศาสตราจารย์ พันตำรวจโท ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล หรือ อาจารย์โต้ง กรณีมีคำสั่งจากมหาวิทยาลัยต้นสังกัดให้ออกจากงานโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ประกาศแจ้งวันที่ 31 มีนาคม 2569 ให้มีผลวันที่ 1 เมษายน 2569 เผยต้นตอเรื่องราวทั้งหมด
จุดเริ่มต้นมาจากตรวจสอบเรื่องขนดิน?
อาจารย์โต้งยืนยัน ว่า ต้นเหตุหลัก ๆ มาจากเรื่องนี้เลยเพราะว่าตั้งแต่ช่วงแรกที่มีการไปพบว่ามีการลักลอบขนดินออกจากมหาวิทยาลัย ช่วงปลายเดือนธันวาคม ปี 2567 หลังจากนั้นผมก็รายงาน อธิการบดี ในขณะนั้น คือ ดร.อรรถวิท อุไรรัตน์ นะครับ แล้วท่านก็มองว่าเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ได้เอาไปทิ้งกระถางเดียว ท่านพูดอย่างนี้ ท่านบอกว่านำไปเป็นตั้งหลายร้อยคันรถบรรทุกท่านก็ให้ผมทำบันทึกเสนอขึ้นมา ผมก็ทำบันทึกเสนอท่าน ท่านก็สั่งเป็นลายลักษณ์อักษรว่า มอบหมายผมให้เป็นประธานสอบข้อเท็จจริง แล้วก็บอกให้ผมประสานไปแจ้งความตำรวจข้างนอกผมก็ต้องนำเสนอท่าน ให้ท่านมอบอำนาจทนายไปแจ้งความตำรวจ โรงพักปากคลองรังสิต นะครับ ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นเลย
ซึ่งต้องเรียนว่าผมโดยส่วนตัว ไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองอะไรกับคนที่ถูกกล่าวหา นะครับ บางทีประชุมอะไรก็ยังนั่งคุยกัน ทานข้าวด้วยกัน แต่เนื่องจาก โดยหน้าที่คนเป็นตำรวจ คนเป็นตำรวจจะเข้าใจดี เวลาเราไปจับคนร้าย ก็ไม่ได้มีเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน แต่โดยหน้าที่ พอกระบวนการสอบสวนเริ่มต้น ก็มีคณะกรรมการประกอบด้วย
1. รองอธิการบดี
2. ผู้ช่วยอธิการบดี
3. ผอ.บุคคล
4. ผู้แทนจากนิติการ
5. ผู้แทนจากตำรวจมหาวิทยาลัย
แล้วก็มีการดูหลักฐานหลายอย่าง ทั้งพยานเอกสาร คือมีคนทำบันทึกมาขอขนขยะ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ กลายเป็นว่ามีการขนดินออกไปด้วย เป็นหลายร้อยคัน แล้วก็มีหลักฐานจากภาพ จากคลิปวงจรปิด รวมถึงทีมงานที่ดูแลพื้นที่ ปีนขึ้นไปถ่ายรูปรถตอนมีการขน ก็พบว่าเป็น ดินจริงอีก ภาพจากกล้องตามเส้นทางที่รถขนดินออกไป ก็มีภาพหลายอย่าง รวมถึงพยานบุคคลยืนยัน และร่องรอยการโทรศัพท์สื่อสาร คณะกรรมการประชุมกันประมาณ 4 ครั้ง ที่ผมเป็นประธาน ก็ได้ข้อสรุปว่า มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าผิดระเบียบจริง มี 2 คน
1. บุคลากรที่เป็นผู้บริหารคณะ
2. อีกคนหนึ่งเป็นรองผู้อำนวยการ
แต่ระหว่างนั้นเอง ในกระบวนการสอบสวน ก็มี ผู้มีอำนาจเข้ามาแทรกแซง ว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น ทำไมต้องทำอย่างนี้ ต้องไปแจ้งความทำไม
แต่ประเด็นคือผมก็ถามท่านอธิการบดีว่าเอาอย่างไร ท่านก็บอกว่า เราต้องทำตรงไปตรงมา ท่านย้ำเรื่องความถูกต้องและความโปร่งใสเป็นหลัก
ในเมื่อท่านเป็นอธิการบดีและสั่งมาอย่างนั้น ผมก็ต้องทำตามหน้าที่ สุดท้ายมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ผิดจริง และผิดวินัยจริง แต่ผมก็เปิดช่องไว้ว่า แม้จะผิดวินัยจริง แต่เรื่องพิสูจน์เจตนาลักทรัพย์ ให้รอผลสอบของตำรวจ และคำพิพากษาของศาล ทั้ง ๆ ที่มีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงรองผู้อำนวยการแล้วนะครับ เช่น รถที่ขนดินออกไป เคยถูกเจ้าหน้าที่ตำบล กั้นบล็อกไว้ไม่ให้ออก เพราะมองว่าเป็นการขนดินออกไป คนขับก็คงโทรหารองผู้อำนวยการคนนี้ จากนั้นรองผู้อำนวยการคนนั้นก็โทรหาหัวหน้างานตำรวจมหาวิทยาลัย หัวหน้างานก็รายงานว่า มันเป็นดิน ไม่ใช่ขยะ เขาก็เลยโทรกลับไปหารองผู้อำนวยการคนนี้
จากนั้นก็มีการโทรกลับไปยืนยัน ซึ่งมีหลักฐานการโทรผ่าน LINE แล้วก็บอกว่าทางรองผู้อำนวยการบอกว่าเป็นดิน ก็ใช่เป็นดินไง ก็ให้ปล่อยรถออกไปได้ เขาก็ยืนยันตามนี้ ถามกี่ครั้งเขาก็พูดตามนี้ แล้วผมก็เช็กหลักฐานต่างๆ ปรากฎว่าเขาก็เลยปล่อยไปเพราะคิดว่าเป็นฝ่ายอาคารให้ขนไปก็ไม่ได้สนอะไรเพราะเราไม่ได้รับผิดชอบฝ่ายงานตรงนี้ แต่เป็นช่วงที่ตอนนั้นอธิการบดีตอนนั้นมามอบให้ผมพอดี เซ็นคำสั่งให้ผมมาดูแลฝ่ายอาคารอีกด้านหนึ่งด้วยนอกเหนือจากการดูแลเรื่องความปลอดภัย
พอมหาวิทยาลัยเปิดมา ผมก็เลยตรวจสอบ พอผลสอบออกมาว่าคนที่ถูกกล่าวหา กระทำผิดวินัยมหาวิทยาลัยจริง ก็ปรากฏว่าไปเขาร้องต่อ กรรมการคุ้มครองการทำงานของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีประธานคณะกรรมการคุมครองการทำงานตำแหน่ง 3 ตำแหน่ง
1. ประธานคณะกรรมการคุ้มครองการทำงาน
2. อุปนายกสภามหาวิทยาลัย
3. ที่ปรึกษาอธิการบดี
แต่งตั้งมาตั้งแต่ปี 2550-2551 แบบมีค่าตอบแทน ซึ่งในหลักกฎหมายเรียกว่าการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เคยมีหนังสือเวียนของกระทรวงการอุดมศึกษาเวียนแจ้งว่า กรรมการคุ้มครองการทำงานไม่ควรจะต้องอิงประโยชน์ฝั่งนายจ้างลูกจ้าง เพราะมิฉะนั้นแล้วก็จะไปฟังไง เช่นได้รับค่าตอบแทนค่าที่ปรึกษาเป็นรายเดือน ก็จะไปฟังฝ่ายอีกฝ่ายหนึ่ง ปรากฎว่าผลสอบของคณะกรรมการชุดนี้ กลับเห็นต่างจากผม โดยเห็นว่าฝ่ายนั้นไม่ผิด และให้ถอนแจ้งความ พร้อมคืนตำแหน่งให้
ความขัดแย้งจึงทวีขึ้นมาอีก สุดท้ายนำไปสู่การ เปลี่ยนอธิการบดี เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ปีที่ผ่านมา และผมก็พ้นตำแหน่งรองอธิการบดีไปด้วย
หลังจากพอเปลี่ยนอธิการบดี อธิการบดีขณะนั้น คนเดิมที่โดนเปลี่ยนก็ทำบันทึกร้องไปที่ กระทรวง อว. เมื่อ 16 กรกฎาคม ว่ามีการปลดไม่ชอบ แต่งตั้งผู้บริหารที่ไม่เป็นไปตามระเบียบและขัดต่อกฎหมาย เพราะว่าไปแต่งตั้งผู้บริหารที่ทำผิดเรื่องขนดินกลับมาเป็นผู้บริหารเหมือนเดิม ตำแหน่งเดิม ซึ่งเขาโดนปลดไปแล้ว
แล้วก็ไปแต่งตั้ง รองอธิการบดีที่ถูกศาลพิพากษาจำคุกจริง และเป็นบุคคลล้มละลายมาเป็นผู้บริหารซึ่งเป็นการขัดต่อ พ.ร.บ.อุดมศึกษาเอกชน มันชัดโดยกฎหมายเขาห้าม ประการสำคัญเขาบอกว่ากฎหมายถ้ารู้ว่าขาดคุณสมบัติแล้วมาเป็นมีโทษปรับและมีโทษทางอาญาอีก ร้องไปที่กระทรวง อว. ปรากฎว่าโดยหลักจะต้องให้มหาวิทยาลัยชี้แจงก่อน แต่กระทรวง อว. กลับออกหนังสือรับรองการแต่งตั้งอธิการบดีเมื่อ 22 สิงหาคม 2568 ซึ่งไม่ได้มีการชี้แจงอะไร ก็มีข้อสงสัยแล้ว ประการต่อมามีการทราบภายหลังว่ามีการเจรจาว่าให้อธิการบดีท่านที่โดนเปลี่ยนให้ถอนเรื่องไป
พอผมทราบเรื่องก็ร้องไปที่ทาง อว. วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เรื่องก็เฉยเงียบ ร้องอีกทีวันที่ 6 มกราคม 2569 ก็เงียบ พอดีวันนั้นผมไปออกรายการ โหนกระแส วันที่ 9 มกราคม 2569 ปรากฎว่าต่อมาช่วงเดือนมกราคม กระทรวง อว. ก็มีหนังสือตอบกลับมาฉบับหนึ่ง ระบุว่ากำลังให้มหาวิทยาลัยชี้แจง เรื่องการแต่งตั้งบุคคลที่ไม่เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ส่วนเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภามหาวิทยาลัย ส่วนการปลดอธิการบดีไม่ชอบก็ให้ไปฟ้องศาลปกครองเอาเอง
แล้วมีการให้อาจารย์อาวุโสด้านกฎหมายอยู่ท่านหนึ่งไปสรุปที่ประชุมบริหารของมหาวิทยาลัยเมื่อ 14 มกราคม 2569 ว่าผมทำผิดอยู่ 3 ข้อ 1. ผิดดูหมิ่น 2. หมิ่นประมาท 3. ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งจริงๆแล้วยังไม่มีการตั้้งกรรมการสอบผมอย่างเป็นทางการแต่ไปสรุปก่อนแล้ว แล้วก็ไปสรุปในรายงานการประชุมด้วย ประมาณ 4 หน้า
หลังจากนั้นก็ตั้งกรรมการสอบและเรียกผมไปชี้แจง เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ผมก็เลยแย้งไปว่าผู้ออกคำสั่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียแต่แรก และมีกรรมการสภา 1 คนเป็นผู้สอบผมด้วยซึ่งก็ถูกร้องไปอยู่ แล้วก็มีกรรมการ 1 คน เคยถูกผมจะตรวจสอบเรื่องการทุจริตสมัยอธิการบดีคนก่อนหน้านี้เพราะมีเอกสารเชื่อมโยงกับการทำไม่ถูกต้องหลายสิบล้านบาท อธิการบดีคนปัจจุบันก็บอกมาว่าคำแย้งของผมฟังไม่ขึ้น กรรมการชอบธรรมแล้ว แล้วก็เรียกผมไปให้การครั้งที่ 2 พอดีผมติดไปพบคุณหมอแล้วผมขอให้การเป็นลายลักษณ์อักษร ที่บอกว่าผมทำให้มหาวิทยาลัยเสื่อมเสียชื่อเสียง ให้บอกมาเป็นคลิปไหน เวลาไหนที่ผมไปออกรายการ โพสต์ แชร์ อะไรต่างๆพวกนี้ หลังจากนั้นก็เงียบยาวไป
จนกระทั่งเมื่อวานนี้ (31 ม.ค. 69) มีผอ.บุคคลโทรหาผมช่วงประมาณ 16.00 น. บอกว่า“อาจารย์โต้ง มีคำสั่งถึงอาจารย์” ผมก็ถามว่าเรื่องอะไรครับ ผมก็แปลกใจว่าคำสั่งคือ เลิกจ้างบุคลากร โดยอ้างว่าการที่ผมไปพูดผ่านรายการ ทั้งรายการของพี่หนุ่ม กรรชัย และรายการของพี่อาร์ต เป็นการทำให้มหาวิทยาลัย เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังอะไรต่างๆนาๆ สุดท้ายตบท้ายว่า เลิกจ้าง และไม่จ่ายค่าชดเชย
แต่ไม่ได้พูดถึงประเด็นที่ผมไปร้องอะไรต่างๆ กลายเป็นว่าที่ผมสอบมาเรื่องทุจริต ในเนื้อในมีหลักฐานหลายอย่างมาก แต่กรรมการชุดนี้ที่มาสอบผมก็ไม่นำมาพิจารณา เพราะว่าผมไปพูดเป็นข้อเท็จจริง แต่กลายเป็นมาบอกว่าสิ่งที่ผมพูดมันไม่จริง เพราะฉะนั้นความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวถูกไหมครับ ก็จะเกิดความต่างว่าตกลงสิ่งที่ผมพูดความจริงหลักฐานมีอะไรบ้าง นั่นหมายความว่าการที่มาสอบผม ผมได้ส่งหลักฐานไปให้ดูแล้ว และพยานจากหลักฐานตรงนั้นด้วย แต่กลายเป็นเหมือนไม่ได้เป็นไปตามนั้นเลย
อาจารย์โต้ง เผยว่า วันที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 10.00น. จะเดินทางไปยื่นเรื่องต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ติดตามความคืบหน้าคดีขนดินในเขตพื้นที่ สภ.ปากคลองรังสิต ที่แจ้งความไว้ตั้งแต่ ม.ค.68
ในส่วนของกระทรวง อว. หลังจากที่ ปลัด อว. ออกมาชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นพร้อมทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่ไม่รู้รายละเอียด ว่าเกิดจากเรื่องใด ในส่วนของความขัดแย้งภายในมหาวิทยาลัย อว. พอทราบเรื่องนั้น อาจารย์โต้งเผยว่า ท่านไม่ต้องแปลกใจเพราะเรื่องไปถึงท่านตั้งแต่ปีที่แล้ว อธิการบดีท่านเก่าแจ้งไปตั้งแต่มิถุนายน ครั้งแรกขอให้อว.ตั้งกรรมการที่เป็นกลางมาเพื่อมาดูเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ที่มาสอบไม่เป็นธรรม เรื่องก็เงียบ
ต่อมาก็แจ้งกระทรวง อว. ท่านปลัดท่านก็ทราบ ว่ามีการแต่งตั้งคนไม่เป็นตามกฎหมาย เรื่องก็เงียบ จนผมร้องไป 1 ธันวาคม เรื่องก็เงียบ 6 มกราคม ปีนี้ร้องไปเรื่องก็เงียบจนกระทั่งไปรายการ อว.ถึงตอบผมมา จากนั้นผมก็ตามอีกครั้งที่ 3 ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ให้ตอบภายใน 15 วัน จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับการตอบอะไรกลับมาเลย
พรุ่งนี้ผมจะไปยื่นเรื่องตามคดี ลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ยอมความไม่ได้ แต่คดีของตำรวจไม่มีความคืบหน้าเลยครับ และผมก็ติดตามมาตลอด เพราะมันเกี่ยวข้องกับผลการสอบที่ผมทำ
บริษัทที่ขนดินได้ทำบันทึกรับสารภาพกับมหาวิทยาลัย ว่ายอมรับผิดว่ามีการขนจริง และจะยอมใช้เงินชดใช้ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ตรงตามความเป็นจริง ยอดเงินมันน้อยมาก
และประการต่อมาคือตำรวจก็ไม่เคยเรียกผมไปสอบ ผมเลยจะไปยื่นเรื่องที่สตง.ให้ตามคดีว่าเป็นอย่างไร เพราะตอนเดือนธันวาคมผมก็ยื่นเรื่องไปท่านผบ.ตร.เอง แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับรายงานแจ้งผลอะไรกลับมา
ส่วนตอนนี้ก็จะขอใช้สิทธิตามกระบวนการก่อน ส่วนการพิจารณาก็เป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจที่ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา เรื่องจะไปทำงานประจำอะไรอย่างไรขอตัดสินใจอีกที






