- 06 เม.ย. 2569
"หมอเจด" เปิด 6 สัญญาณเตือนที่หลายคนมองข้าม ใครเป็นอาการแบบนี้ ระวัง!น้ำตาลทำหลอดเลือดตีบ แบบไม่รู้ตัว เสี่ยงหัวใจและสมอง
วันที่ 6 เม.ย. 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ให้ความรู้ด้านสุขภาพผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด เผย อาการแบบนี้ ระวัง!น้ำตาลทำหลอดเลือดตีบแบบไม่รู้ตัว โดยระบุว่า หลายคนคิดว่าน้ำตาลสูงจะรู้ตัวง่าย ต้องมีอาการชัด ๆ ก่อน แต่ความจริงคือ “น้ำตาลในเลือดสูง” สามารถทำร้ายหลอดเลือดแบบเงียบ ๆ ได้นานเป็นปี โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย และพอรู้ตัวอีกที อาจเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนแล้ว เช่น หลอดเลือดแข็ง ตีบ หรือเสี่ยงหัวใจและสมอง นี่คือสัญญาณเตือนที่หลายคนมองข้าม ว่าน้ำตาลกำลังทำร้ายหลอดเลือดเราอยู่
1. เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรหนัก
น้ำตาลสูงทำให้เซลล์เอาพลังงานไปใช้ได้ไม่ดี เลือดข้นขึ้น การไหลเวียนแย่ลง ร่างกายเลยรู้สึกเพลียง่าย เหมือนพักไม่พอ ทั้งที่จริง ๆ ปัญหาอยู่ที่ระดับน้ำตาลและหลอดเลือดเริ่มทำงานไม่ดี บางคนจะมีอาการง่วงหลังอาหารบ่อย ๆ หรือรู้สึกหมดแรงช่วงบ่าย ทั้งที่นอนพอแล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณว่าร่างกายจัดการน้ำตาลได้ไม่ดี
2. ชาปลายมือปลายเท้า เหมือนไฟช็อตเบา ๆ
น้ำตาลที่สูงนาน ๆ จะเริ่มทำลายเส้นเลือดฝอยและเส้นประสาท โดยเฉพาะที่ปลายมือปลายเท้า ทำให้มีอาการชา ซ่า หรือแสบ ๆ ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นของเส้นประสาทเสื่อม บางคนจะเริ่มรู้สึกเหมือนเข็มทิ่ม หรือไวต่อความร้อนเย็นผิดปกติ ถ้าปล่อยไว้นาน อาจกลายเป็นชาถาวรและเสี่ยงแผลโดยไม่รู้ตัว
3. แผลหายช้า เป็นแล้วเป็นอีก
น้ำตาลสูงทำให้หลอดเลือดเล็ก ๆ ทำงานแย่ เลือดไปเลี้ยงแผลไม่ดี ภูมิคุ้มกันลดลง แผลเล็ก ๆ ก็หายช้า หรือกลายเป็นแผลเรื้อรังได้ง่าย โดยเฉพาะที่เท้า บางคนอาจมีแผลติดเชื้อซ้ำ ๆ หรือมีหนองง่ายกว่าปกติ ซึ่งสะท้อนว่าระบบซ่อมแซมร่างกายเริ่มมีปัญหาและหลอดเลือดเริ่มเสียหาย
4. ตาพร่า มองไม่ชัดเป็น ๆ หาย ๆ
น้ำตาลที่แกว่งสูงทำให้เลนส์ตาบวม และหลอดเลือดในจอตาเริ่มเสื่อม ทำให้มองไม่ชัด หรือภาพเบลอเป็นช่วง ๆ บางครั้งอาจเห็นแสงแฟลช จุดดำ หรือภาพบิดเบี้ยว ซึ่งเป็นสัญญาณว่าหลอดเลือดในดวงตาเริ่มถูกทำลาย หากไม่ควบคุมน้ำตาล อาจเสี่ยงสูญเสียการมองเห็นในระยะยาว
5. ปวดขา เดินแล้วเมื่อยง่าย หรือเป็นตะคริวบ่อย
หลอดเลือดเริ่มตีบจากน้ำตาลที่ทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่ดี เดินนิดเดียวก็ปวด หรือมีตะคริวตอนกลางคืน บางคนจะรู้สึกขาเย็นกว่าปกติ หรือหายช้าเมื่อยล้า ซึ่งเป็นสัญญาณของหลอดเลือดส่วนปลายเริ่มตีบและไหลเวียนไม่ดี
6. ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ตื่นเข้าห้องน้ำหลายรอบโดยไม่รู้สาเหตุ
นี่คือสัญญาณคลาสสิกที่น้ำตาลในเลือดเริ่ม “ล้น” จนไตต้องทำงานหนัก เพื่อขับน้ำตาลส่วนเกินออกทางปัสสาวะ เลยทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น โดยเฉพาะตอนกลางคืน บางคนอาจมีอาการกระหายน้ำร่วมด้วย หรือปากแห้งตลอดเวลา ถ้ามีอาการนี้ร่วมกับอาการชา หรืออ่อนเพลีย ควรรีบไปตรวจน้ำตาลสะสม (HbA1c) ด่วน เพราะอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของเบาหวานที่กำลังทำร้ายหลอดเลือดแล้ว
วิธีลดน้ำตาลทำลายหลอดเลือด
- ลดน้ำตาลแฝงในชีวิตประจำวัน เลี่ยงน้ำหวาน ชานม ขนม เบเกอรี่ และอาหารแปรรูป เพราะน้ำตาลพวกนี้ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งเร็ว และทำลายหลอดเลือดแบบเงียบ ๆ
- กินคาร์บเชิงซ้อนแทน เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืช และเพิ่มไฟเบอร์จากผัก เพื่อช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ไม่ให้พุ่งเร็วหลังอาหาร
- ขยับร่างกายทุกวัน อย่างน้อยวันละ 30 นาที เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือเวทเบา ๆ จะช่วยให้ร่างกายใช้น้ำตาลได้ดีขึ้นและลดการสะสมในเลือด
- นอนให้พอ และลดความเครียด เพราะฮอร์โมนความเครียดจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
- ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ โดยเฉพาะน้ำตาลสะสม (HbA1c) เพื่อดูแนวโน้มระยะยาว และปรับพฤติกรรมได้ทันก่อนหลอดเลือดเสียหายหนัก
น้ำตาลไม่ได้แค่ทำให้อ้วนหรือเสี่ยงเบาหวานครับ แต่มัน “ค่อย ๆ ทำลายหลอดเลือดทั้งร่างกาย” โดยที่เราไม่รู้ตัว ถ้ามีอาการเหล่านี้ อย่ามองข้าม ยิ่งเริ่มดูแลเร็ว ยิ่งมีโอกาสหยุดความเสียหายและลดความเสี่ยงโรคร้ายในอนาคตได้ด้วย
ขอบคุณ FB : หมอเจด






