หมอเตือน 5 อาการ ตื่นมามือชา-เท้าชา ระวังสัญญาณปลายประสาทมีปัญหา

"หมอเจด" เปิด 5 อาการ ใครตื่นมามือชา-เท้าชา ระวังสัญญาณเตือน ปลายประสาทมีปัญหา ถ้าปล่อยไว้นาน อาจลามจนชาเรื้อรังได้

เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ให้ความรู้ด้านสุขภาพผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด เผย ตื่นมามือเท้าชา ระวังปลายประสาทมีปัญหา โดยระบุว่า หลายคนตื่นเช้ามาแล้วรู้สึก "ชามือ ชาเท้า เหมือนไฟช็อตแปล๊บ ๆ" แล้วคิดว่าแค่นอนทับหรือท่าทางไม่ดี 

 

หมอเตือน 5 อาการ ตื่นมามือชา-เท้าชา ระวังสัญญาณปลายประสาทมีปัญหา

แต่ถ้าเกิดบ่อย หรือเป็นซ้ำ ๆ อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะอาจเป็นสัญญาณของ "ปลายประสาท" ที่เริ่มมีปัญหา โดยเฉพาะคนที่มีน้ำตาลสูง เบาหวาน หรือขาดสารอาหารบางอย่าง ถ้าปล่อยไว้นาน อาจลามจนชาเรื้อรังได้ มาลองเช็กกัน


1. ชามือชาเท้าหลังตื่นนอนบ่อยขึ้น
ถ้าตื่นมาแล้วรู้สึกชาบ่อย ๆ ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง แต่เริ่มเป็นเกือบทุกวัน หรือเป็นนานขึ้น อาจไม่ใช่แค่การกดทับ แต่เป็นสัญญาณว่าการนำสัญญาณของเส้นประสาทเริ่มผิดปกติแล้ว ยิ่งถ้าชาแบบปลายมือปลายเท้า ควรเริ่มสังเกตให้มากขึ้น และลองเปลี่ยนท่านอนหรือพฤติกรรมร่วมด้วย หากยังไม่ดีขึ้นควรพิจารณาตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง


2. มีอาการเหมือนไฟช็อต หรือเข็มทิ่ม
อาการแปล๊บ ๆ เหมือนไฟช็อต หรือเหมือนมีเข็มทิ่ม เป็นลักษณะเฉพาะของปลายประสาทที่เริ่มมีปัญหา มักเกิดเป็นช่วง ๆ หรือเกิดตอนพัก โดยเฉพาะตอนกลางคืนหรือหลังตื่นนอน ถ้าเริ่มถี่ขึ้น แสดงว่าระบบประสาทกำลังถูกรบกวน และอาจมีการอักเสบหรือเสื่อมของเส้นประสาทร่วมด้วย ควรเริ่มดูแลตั้งแต่ระยะแรก


3. ความรู้สึกลดลง จับอะไรไม่ค่อยรู้สึก
บางคนเริ่มรู้สึกว่าจับของแล้วไม่ค่อยรู้สึก หรือสัมผัสเบาลง เช่น เดินแล้วเหมือนเท้าด้าน ๆ นี่เป็นสัญญาณว่าปลายประสาทเริ่มเสื่อม การรับความรู้สึกลดลง ซึ่งถ้าปล่อยไว้อาจเสี่ยงต่อการบาดเจ็บโดยไม่รู้ตัว ยิ่งในคนที่ต้องใช้มือหรือเดินบ่อย อาจเกิดแผลโดยไม่รู้สึกเจ็บ ทำให้แผลลุกลามได้ง่าย จึงควรหมั่นสังเกตและดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

4. กล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วมด้วย
ถ้ามีอาการชาร่วมกับรู้สึกมือไม่มีแรง หยิบของไม่ถนัด หรือเดินแล้วไม่มั่นคง อาจหมายถึงเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อเริ่มมีปัญหา ไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึกอย่างเดียว ควรรีบดูแล เพราะถ้าปล่อยไว้นาน กล้ามเนื้ออาจลีบลง และทำให้การใช้ชีวิตประจำวันลำบากขึ้น เช่น เดินสะดุด หยิบของตกบ่อย หรือทรงตัวไม่ดี


5. เป็นมากขึ้นในคนที่มีน้ำตาลสูงหรือเบาหวาน
ระดับน้ำตาลที่สูงต่อเนื่อง จะทำลายเส้นประสาทแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้เกิดอาการชาปลายมือปลายเท้าได้บ่อยขึ้น ถ้าเป็นกลุ่มเสี่ยง ควรเฝ้าระวังอาการเหล่านี้ให้มากกว่าคนทั่วไป และควรตรวจระดับน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ เพราะยิ่งควบคุมได้ดีเท่าไร จะช่วยชะลอความเสื่อมของเส้นประสาท และลดอาการชาได้ในระยะยาว


ไม่อยากให้ปลายประสาทเสื่อม แนะนำให้ดูแลแบบนี้

 

 

  • คุมน้ำตาลในเลือดให้ดี

ลดน้ำตาล ลดแป้งขัดขาว และกินให้เป็นเวลา จะช่วยชะลอการเสื่อมของเส้นประสาทได้

 

 

  • เสริมวิตามินบี โดยเฉพาะ B1, B6, B12

ช่วยบำรุงเส้นประสาท และลดอาการชาได้ในบางคน ควรเลือกจากอาหารหรือเสริมตามคำแนะนำแพทย์

 

 

  • ขยับร่างกายสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาท ทำให้ทำงานได้ดีขึ้น

 

 

  • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์

เพราะเป็นตัวทำลายเส้นประสาทโดยตรง ยิ่งดื่มบ่อย อาการจะยิ่งแย่ลง

 

 

  • พักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนมีผลต่อการฟื้นฟูระบบประสาท ถ้านอนน้อย อาการจะฟื้นตัวได้ช้า


อาการชามือชาเท้า ไม่ใช่เรื่องเล็ก ถ้าเป็นบ่อย หรือมีอาการแปล๊บ ๆ ร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณของปลายประสาทที่กำลังมีปัญหา ยิ่งรู้เร็ว ดูแลเร็ว โอกาสฟื้นตัวก็ยิ่งดี อย่ารอให้ชาเรื้อรังแล้วค่อยแก้ การเริ่มดูแลตั้งแต่ระยะแรก ทั้งเรื่องอาหาร การนอน และการใช้ชีวิต จะช่วยชะลออาการและป้องกันไม่ให้ลุกลาม จนกระทบคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้จริง

 

ขอบคุณ FB :  หมอเจด