- 13 พ.ค. 2569
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) นำกำลังดักจับสาววัย42ปี คาสนามบินสุวรรณภูมิ เหตุอดีตปมรัก พิพาททรัพย์สิน จบด้วยคดีลักทรัพย์
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ จับกุม นางสาวพรรษวรรณ อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาพระโขนง ที่ 433/2568 ลงวันที่ 13 มิ.ย.2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ลักทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป”โดยจับกุมได้ที่ บริเวณห้องโถงผู้โดยสารฝ่าย ตม.ขาเข้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต.หนองปรือ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ
พฤติการณ์ ช่วงเวลาเกิดเหตุเมื่อปี 2568 ขณะนั้น ผู้ต้องหา ได้คบหาอยู่กับนางสาว “อ” (ขอสงวนนาม) แฟนเก่า และได้พักอาศัยร่วมกันในบ้านพักพื้นที่เขตประเวศ ต่อมาตนเองได้มีปากเสียงกับนางสาว “อ” และ ได้เลิกรากันไป ผู้ต้องหาออกจากบ้านหลังดังกล่าวโดยได้นำทรัพย์สินภายในบ้านขนขึ้นรถออกไปด้วย ซึ่งรวมถึงทรัพย์สินของนางสาว “อ” ต่อมาภายหลังนางสาว “อ” พบว่าทรัพย์สินของตนหายไปจึงได้แจ้งความร้องทุกข์ ต่อพนักงานสอบสวน สน.อุดมสุข เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตามกฎหมาย นำไปสู่การออกหมายจับ
ต่อมา ชุดปฏิบัติการที่ 1 กก.3 บก.ปอศ. ได้ดำเนินการสืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหาในหมายจับคดีค้างเก่าปี 2568 รายนางสาวพรรษวรรณ เพื่อติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหามารับโทษตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ระหว่างการหลบหนี พบว่านางสาวพรรษวรรณ ได้หลบหนีออกจากประเทศไทยตั้งแต่ช่วงปี 2568 มีแผนกำหนดการเดินทางจากเขตบริหารพิเศษฮ่องกง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน มายังประเทศไทย ผ่านช่องทางตรวจคนเข้าเมือง (ขาเข้า) บก.ตม.2 สนามบินสุวรรณภูมิ จึงได้วางแผนจัดกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด บก.ตม.๒ และชุดสืบสวน สน.อุดมสุข เพื่อจับกุมบุคคลดังกล่าว ต่อมาชุดจับกุมได้ตรวจพบบุคคลต้องสงสัยซึ่งมีตำหนิรูปพรรณ ลักษณะเป็นบุคคลเดียวกันผู้ต้องหาตามหมายจับ
จึงได้สอบถามและยืนยันว่าเป็นนางสาวพรรษวรรณ บุคคลเดียวกันกับหมายจับ ชุดจับกุมจึงได้แสดงหมายจับให้ผู้ต้องหาดูแล้วอ่านข้อความในหมายจับ และให้ผู้ต้องหาอ่านหมายจับด้วยตนเองแล้ว สอบถามผู้ถูกจับให้การยืนยันว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริงและไม่เคยถูกจับตามหมายจับนี้มาก่อน และได้ทำการแจ้งสิทธิตามกฎหมายให้ผู้ถูกจับทราบและเข้าใจดีแล้ว จากนั้นควบคุมตัวผู้ถูกจับส่งพนักงานสอบสวน สน.อุดมสุข เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบี้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ผู้ต้องหาให้การว่า ปัจจุบันตนเองพักอาศัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกา โดยในช่วงเกิดเหตุเมื่อปี 2568 ทรัพย์สินที่ตนนำออกมาจากบ้านพัก คาดว่าเป็นของตนเอง โดยได้ขนขึ้นรถและกลับไปไว้ที่บ้านของตน ต่อมาได้ย้ายไปทำงานและพักอาศัยที่สหรัฐอเมริกา โดยไม่ได้ติดต่อกับนางสาว “อ” แต่อย่างใด และไม่เคยได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาไปยัง ทำให้ไม่ทราบว่าตนเองตกเป็นผู้กล่าวหาในความผิดฐาน “ลักทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป” จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในวันดังกล่าว
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอแจ้งเตือนภัยไปยังพี่น้องประชาชนว่า การนำทรัพย์สินผู้อื่นไปโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้อ้างว่าเป็นของตนเอง อาจเข้าข่ายความผิดฐานลักทรัพย์ กรณีมีข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สิน ควรดำเนินการตามกฎหมายและหลีกเลี่ยงการนำทรัพย์ออกไปเองหากพบเหตุผิดปกติหรือพฤติกรรมต้องสงสัย โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันทีร่วมกันเฝ้าระวัง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยความผิดข้างต้นระวางโทษทางอาญาจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 60,000 บาท เป็นความผิดอาญาแผ่นดินยอมความไม่ได้ แม้คืนทรัพย์สินแล้วก็ยังต้องดำเนินคดี โดยมีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี หากเป็นการลักทรัพย์นายจ้าง หรือมีเหตุฉกรรจ์อื่นๆ เช่น
ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน
