หมอ เปิดความจริงเรื่อง ไวรัสตับอักเสบ บี และ มะเร็งตับระยะสุดท้าย

เปิดความรู้ ไวรัสเงียบที่อาจพาไปสู่ “มะเร็งตับระยะสุดท้าย” เปิด 10 ข้อควรรู้จาก “หมอเจด” ที่หลายคนยังไม่เคยตรวจตัวเอง

ไวรัสตับอักเสบ บี กับ มะเร็งตับระยะสุดท้าย 10 ข้อต้องรู้ โดย "หมอเจดนพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่า 

1. มะเร็งตับเป็นผลจากการสะสมเงียบ ๆ มาหลายสิบปีครับ โดยเริ่มต้นจากการที่เราติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเข้าสู่ร่างกาย แล้วทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับแบบเรื้อรัง ซึ่งการที่ตับอักเสบอยู่เรื่อย ๆ เนี่ย ร่างกายก็จะพยายามซ่อมแซมตัวเองตลอดเวลา โดยการซ่อมแซมนี้จะเกิดการสร้างพังผืดขึ้นในตับ และเมื่อพังผืดสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะเข้าสู่ภาวะตับแข็ง สุดท้ายเซลล์ที่ถูกซ่อมแซมซ้ำ ๆ บางครั้งอาจเกิดความผิดพลาดของสารพันธุกรรมหรือ DNA ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 15–30 ปี และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดก้อนมะเร็งขึ้นในตับครับ

ปัญหาของไวรัสตับอักเสบบีสามารถทำให้เกิดโรคร้ายแรงได้ 3 อย่างหลัก ๆ ครับ ได้แก่ ตับแข็ง ตับวายเฉียบพลัน และมะเร็งตับ ซึ่งอาการที่อาจพบได้ เช่น น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลีย หรือบางครั้งอาจมีอาการจุกแน่นบริเวณชายโครงขวาร่วมด้วยครับ

2. มะเร็งตับเป็นหนึ่งในมะเร็งที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตสูงที่สุดนะครับ โดยสาเหตุสำคัญมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซี ปัจจุบันคาดว่าคนไทยประมาณร้อยละ 5–10 เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือมีเชื้ออยู่ในร่างกาย ซึ่งคิดเป็นจำนวนหลายล้านคน และในจำนวนนี้มีทั้งผู้ป่วยและผู้ที่เป็นพาหะของโรค โดยหลายคนอาจไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองมีเชื้ออยู่ครับ

สิ่งที่น่ากังวลคือ เมื่อเราติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแบบเรื้อรัง จะมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไปหลายสิบเท่า โดยเฉพาะถ้ามีพฤติกรรมเสี่ยงร่วมด้วย เช่น ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นเบาหวาน มีภาวะอ้วนลงพุง หรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารอะฟลาทอกซินจากเชื้อรา ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสเกิดตับแข็งและมะเร็งตับมากขึ้นไปอีก

ในประเทศไทยพบว่าผู้ป่วยมะเร็งตับจำนวนมากมีประวัติการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่เดิม เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญมากคือ การรู้สถานะของตัวเองครับ ว่าเรามีเชื้อ มีภูมิ หรือเคยติดเชื้อหรือไม่ เพราะถ้าตรวจพบเร็ว เราจะสามารถติดตาม ดูแล และลดความเสี่ยงของการเกิดตับแข็งหรือมะเร็งตับในอนาคตได้ครับ

3. ไวรัสตับอักเสบบีติดต่อทางไหนได้บ้าง หลัก ๆ แล้วมีอยู่ 4 ทางครับ

ข้อที่ 1 คือจากแม่สู่ลูก ซึ่งอันนี้เนี่ยเป็นเรื่องที่คุณแม่หลาย ๆ คนเวลาไปฝากท้องจะต้องตรวจเรื่องของไวรัสตับอักเสบบีเสมอครับ เพราะว่าตอนคลอดเด็กมีโอกาสติดเชื้อได้สูงถึง 90%

ข้อที่ 2 คือทางเลือดครับ รับเลือด ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน สักที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมไปถึงการใช้เครื่องมือที่ไม่ทำความสะอาดด้วย

ข้อ 3 ทางเพศสัมพันธ์ ไวรัสอยู่ในน้ำอสุจิหรืออยู่ในสารคัดหลั่งในช่องคลอด

และข้อ 4 ครับ คือเรื่องของการใช้ของมีคมร่วมกัน มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ แปรงสีฟัน เรื่องที่ไม่ติดต่อก็คือการกอด การจับมือ กินอาหารร่วมกัน ไอ จาม อันนี้ไม่ได้ติดนะครับ

4. วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีเป็นวัคซีนที่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้มากกว่า 95% นะครับ และยังถือว่าเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพดีมาก ๆ ปัจจุบันในประเทศไทย ทารกแรกเกิดจะได้รับการฉีดวัคซีนภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกครับ

ส่วนเด็กหรือผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีน หรือยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรได้รับวัคซีนให้ครบ 3 เข็ม และในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเลือด หรือผู้ป่วยที่ต้องฟอกไต คุณหมอก็มักจะแนะนำให้ตรวจภูมิก่อน และฉีดวัคซีนป้องกันไว้ครับ

ที่สำคัญต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีใช้สำหรับ “ป้องกัน” การติดเชื้อเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าติดเชื้อไปแล้ว การฉีดวัคซีนจะไม่สามารถรักษาโรคได้ครับ

5. การตรวจคัดกรอง ปัจจุบันทางกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายในการจัดการเรื่องไวรัสตับอักเสบบีและซี เพื่อลดปัญหาตับแข็งและมะเร็งตับครับ โดยตั้งเป้าคัดกรองประชาชนให้ได้มากกว่า 1 ล้านคนต่อปี โดยเฉพาะกลุ่มที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 และกลุ่มเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งสามารถใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียวเข้ารับการตรวจได้ครับ

การตรวจหลัก ๆ จะเป็นการตรวจเลือด เพื่อดูว่า:

* เรามีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซีอยู่หรือไม่

* เคยติดเชื้อมาก่อนหรือเปล่า

* หรือมีภูมิคุ้มกันจากวัคซีนแล้วหรือยัง

เพราะถ้าเราตรวจพบเร็ว เราจะสามารถติดตามรักษา และลดโอกาสการเกิดตับแข็งหรือมะเร็งตับได้ครับ

ข้อมูลจากการวางแผนด้านสาธารณสุขคาดว่า ถ้าสามารถคัดกรองและดูแลผู้ป่วยได้อย่างครอบคลุม จะช่วยลดผู้ป่วยตับแข็งได้หลายพันคนต่อปี ลดการเกิดมะเร็งตับได้จำนวนมาก และช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคตับในระยะยาวได้ครับ (สามารถป้องกันคนไข้ที่เป็นตับแข็งได้อย่างน้อยปีละ 5,000 กว่าคน และป้องกันมะเร็งตับได้ปีละ 2,675 คน และลดอัตราการเสียชีวิตได้จากทั้งสองโรคปีละ 1,600 คน)

6. ถ้าตรวจแล้วว่าตัวเองเป็นคนที่ติดเชื้อตับอักเสบบีจะต้องทำอย่างไร ปกติแล้วมีอยู่ 4 อย่างใหญ่ ๆ ครับ ก็คือ

-ประเมินระยะของโรค แพทย์จะตรวจเพิ่มครับ ไม่ว่าจะเป็นการเจาะเลือด การตรวจพังผืด การอัลตราซาวด์ตับว่ามีก้อนหรือเปล่า และการตรวจวัดค่าที่บ่งบอกถึงมะเร็งตับ

-คุณหมอจะตัดสินใจครับว่าจะเริ่มรับการรักษาได้หรือยัง

-ยาที่ใช้ในการรักษาเนี่ยเป็นยาที่ยับยั้งการทำลายเซลล์ตับ ป้องกันการตับแข็ง แล้วก็ลดการเกิดตับวายและการเป็นมะเร็งตับนะครับ โดยลดปริมาณไวรัสในร่างกายให้เหลือน้อยที่สุดจนตรวจไม่พบ ซึ่งปัจจุบันเนี่ยเราก็มีการใช้ยาทั้งไวรัสตับอักเสบบีและตับอักเสบซีแล้ว

-อย่าลืมครับ เมื่อคุณเป็นแล้วคุณต้องตรวจติดตามสม่ำเสมอ เพื่อคัดกรองมะเร็งในระยะแรกนะครับ ไม่ว่าจะเจาะเลือด เอกซเรย์

7. พาหะตับอักเสบบีคืออะไร?

ก็คือคนที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ในร่างกาย แต่ร่างกายยังสามารถควบคุมเชื้อได้ครับ ทำให้ตับยังไม่ได้มีการอักเสบรุนแรงหรือมีอาการชัดเจน หลายคนจึงใช้ชีวิตได้ปกติและอาจไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองมีเชื้ออยู่

แต่ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า “การเป็นพาหะ” ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย 100% เพราะคนที่เป็นพาหะยังมีความเสี่ยงในการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะถ้ามีปัจจัยเสี่ยงร่วม เช่น:

* อายุเพิ่มมากขึ้น

* ดื่มแอลกอฮอล์

* เป็นเบาหวาน

* มีภาวะอ้วนลงพุงหรือไขมันพอกตับ

* หรือมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ

เพราะฉะนั้น คนที่เป็นพาหะหรือเป็นไวรัสตับอักเสบบี ควรดูแลตัวเองอย่างจริงจังครับ โดยเฉพาะ:

* งดดื่มแอลกอฮอล์

* ไม่ใช้สมุนไพรหรือยาแผนโบราณที่ไม่ผ่านการรับรอง

* ระวังการใช้ยา โดยเฉพาะยาที่อาจมีผลต่อตับ

* ตรวจติดตามกับแพทย์สม่ำเสมอ

โดยปกติแพทย์มักแนะนำให้:

* ตรวจเลือดดูการทำงานของตับ

* ตรวจค่าที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งตับ

* และอัลตราซาวด์ตับทุก 6 เดือน

เพื่อคัดกรองมะเร็งตับในระยะแรกครับ

อีกเรื่องสำคัญก็คือ คนในบ้านควรตรวจภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบี และถ้ายังไม่มีภูมิ ควรได้รับวัคซีนให้ครบ เพื่อช่วยลดการแพร่เชื้อภายในครอบครัวครับ

8. คนในบ้านที่อยู่กับคนที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีและคนที่เป็นพาหะต้องทำยังไงครับ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าเราก็ต้องอยู่กับเขา สำคัญก็คือว่า

ข้อที่ 1 ต้องตรวจภูมิตัวเองก่อนครับ ว่าเรามีภูมิอยู่หรือเปล่า หรือว่าเรามีเชื้อหรือเปล่า ถ้ายังไม่มีภูมิครับ ให้รีบฉีดวัคซีนให้ครบ 3 เข็ม

ข้อที่ 2 ต้องระวังการใช้ของร่วมกันครับ ไม่ว่าจะเป็นมีดโกน กรรไกรตัดเล็บ แปรงสีฟัน

ข้อ 3 ครับ ถ้ามีบาดแผลเกิดขึ้นกับตัวเอง ให้สวมถุงมือเสมอนะครับ

ข้อที่ 4 ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งครับ

และข้อ 5 เรื่องของคนที่ตั้งท้องครับ คุณหมอจะพิจารณาให้ยาต้านไวรัสเองครับ วันนี้ไม่ต้องกังวล และสิ่งที่ไม่ต้องกังวลมาก ๆ นะครับก็คือ การกินอาหารร่วมกันสามารถทำได้ ใช้ห้องน้ำร่วมกันทำได้ การกอด การจับมือสามารถทำได้ครับ ไม่ต้องแยกคนป่วยหรือพาหะออกจากชีวิตประจำวันเรา

9. สัญญาณเตือนที่ต้องดูแลตับตัวเองให้แข็งแรงทุกวันนะครับ สัญญาณที่ต้องรีบพบแพทย์ด่วนเลยคือตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเข้มเหมือนสีชา หรือบางคนมีเรื่องของท้องโตผิดปกติเหมือนชูชกนะครับ แล้วก็มีอ่อนเพลียมาก น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ปวดจุกแน่นชายโครงขวา หรือคลำก้อนเจอที่ชายโครง อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำครับ อันนี้ก็จะเป็นสัญญาณเตือนเรื่องของการดูแลตับตัวเองให้ดีนะครับ และอย่าลืมครับ สุดท้ายเราควรจะต้องตรวจสุขภาพตับปีละ 1 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเลือด ไม่ว่าจะเป็นการตรวจอัลตราซาวด์ หรือการคัดกรองเรื่องของมะเร็งตับครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยฝากทุกคนดูแลตัวเองให้ดี ๆ ด้วยนะครับ

10. ขอขอบคุณ อาจารย์เก๋พารวย เพจผ่าม ที่ออกมาเล่าเรื่องราวนี้ผ่านช่องทางของตัวเองนะครับ และผมเองขอให้กำลังใจให้ต่อสู้กับโรคนี้นะครับ แล้วก็อยากจะให้ทุกคนที่ได้อ่านบทความนี้แล้วเนี่ย หันมาดูแลสุขภาพตัวเองครับ เพราะจริง ๆ แล้วเนี่ยผมอยากจะบอกว่า แค่คุณรู้สึกที่จะอยากดูแลสุขภาพตัวเองตั้งแต่วันนี้เนี่ย มันจะช่วยลดโรคที่อันตรายกับคุณในอนาคตได้ ส่วนคนที่อ่านแล้วยังไม่รู้สถานะตัวเองครับ วันนี้เลยครับ หยิบบัตรประชาชนใบเดียวไปตรวจที่สถานีอนามัย ไปตรวจที่สถานพยาบาลใกล้บ้านของคุณครับ ซึ่งตรงนี้เนี่ยถ้าคุณเข้าเกณฑ์ ก็สามารถรับการตรวจฟรีได้เลยนะครับ