หมอเปิด 6 อาการ ชามือชาเท้าบ่อย ๆ ระวังเส้นประสาทพัง จากน้ำตาลสูง

"หมอเจด" เปิด 6 อาการเตือน ใครชามือชาเท้าบ่อย ๆ ระวังเส้นประสาทพังจากน้ำตาลสูง อาการแบบไหนต้องระวัง ควรเริ่มแก้ตรงไหนก่อน

วันที่ 9 มิ.ย. 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ให้ความรู้ด้านสุขภาพผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด ชามือชาเท้าบ่อย ๆ ระวังเส้นประสาทพัง จากน้ำตาลสูง โดยระบุว่า อาการชาปลายมือปลายเท้าไม่ใช่เรื่องที่ควรชิน โดยเฉพาะคนที่มีน้ำตาลสูง เบาหวาน หรือ HbA1c คุมไม่ดี เพราะน้ำตาลที่สูงเรื้อรังไม่ได้ทำร้ายแค่หลอดเลือด ไต หรือตา แต่มันทำลาย เส้นประสาทส่วนปลาย ได้ด้วย 

 

หมอเปิด 6 อาการ ชามือชาเท้าบ่อย ๆ ระวังเส้นประสาทพัง จากน้ำตาลสูง

ภาวะนี้เรียกว่า Diabetic Peripheral Neuropathy หรือเส้นประสาทเสื่อมจากเบาหวาน ถ้าปล่อยไว้นาน จากแค่ชา ๆ อาจกลายเป็นปวดแสบปวดร้อน เท้าชาไม่รู้สึก แผลหายช้า และเสี่ยงติดเชื้อจนถึงขั้นตัดเท้าได้ครับ วันนี้ผมจะพาเช็กว่าอาการแบบไหนต้องระวัง และควรเริ่มแก้ตรงไหนก่อน


1. น้ำตาลสูงทำให้เส้นประสาทพังได้ยังไง?
น้ำตาลในเลือดที่สูงนาน ๆ จะทำให้เส้นเลือดเล็ก ๆ ที่ไปเลี้ยงเส้นประสาทเสียหายครับ เส้นประสาทเลยได้เลือดและออกซิเจนน้อยลง แถมตัวน้ำตาลเองยังทำให้เกิดการอักเสบและสารอนุมูลอิสระมากขึ้น พูดง่าย ๆ คือเส้นประสาทเหมือนสายไฟที่โดนกัดกร่อนไปเรื่อย ๆ สัญญาณเลยส่งผิดปกติ บางคนเริ่มจากชา บางคนปวดจี๊ด ๆ บางคนแสบเหมือนไฟช็อต โดยเฉพาะปลายเท้ากับปลายมือ


2. อาการมักเริ่มที่ปลายเท้าก่อน แล้วค่อยลามขึ้นมา
เส้นประสาทเบาหวานมักเป็นแบบ stocking-glove pattern คือเริ่มชาที่ปลายเท้าเหมือนใส่ถุงเท้า แล้วถ้าเป็นมากขึ้นอาจลามขึ้นมาที่ขา หรือมีชาปลายมือเหมือนใส่ถุงมือ อาการที่เจอบ่อยคือ ชา มึน ๆ เหมือนมีอะไรหุ้มเท้า ปวดแสบปวดร้อน เสียวจี๊ด เหมือนเข็มทิ่ม หรือกลางคืนปวดมากขึ้น ถ้าเริ่มเป็นสองข้างใกล้เคียงกัน และมีประวัติน้ำตาลสูง ต้องคิดถึงเส้นประสาทจากเบาหวานไว้ก่อน

3. เท้าชาอันตรายกว่าที่คิด เพราะแผลอาจเกิดโดยไม่รู้ตัว
บางคนไม่ได้เจ็บ ไม่ได้ปวด แต่เท้าชาจนเหยียบของมีคม รองเท้ากัด หรือมีแผลเล็ก ๆ แล้วยังไม่รู้ตัว นี่แหละครับที่น่ากลัว เพราะคนเป็นเบาหวานมักมีเลือดไปเลี้ยงปลายเท้าไม่ดีร่วมด้วย แผลจึงหายช้า ติดเชื้อง่าย และถ้าปล่อยหนักอาจลุกลามถึงกระดูกหรือเนื้อตายได้ อย่ารอให้แผลใหญ่ค่อยดูแลเท้านะ ช่วงที่ยังแค่ชานี่แหละต้องเริ่มจริงจัง


4. ชามือชาเท้าไม่ได้มาจากเบาหวานอย่างเดียว ต้องแยกให้ดี
ถึงน้ำตาลสูงจะเป็นสาเหตุสำคัญ แต่ไม่ใช่ทุกอาการชาจะเป็นเบาหวาน ชามืออาจมาจากพังผืดกดทับเส้นประสาทข้อมือ หรือ Carpal Tunnel Syndrome ชาข้างเดียวร่วมกับอ่อนแรงอาจต้องระวังสมองหรือเส้นประสาทถูกกด ชาจากคอหรือหลังเสื่อมก็ทำให้ร้าวลงแขนขาได้ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุจากขาดวิตามิน B12, ไทรอยด์ต่ำ, ไตเสื่อม, แอลกอฮอล์ หรือยาบางชนิดได้ ถ้าชาแบบผิดปกติ เป็นข้างเดียว อ่อนแรง เดินเซ หรือพูดไม่ชัด อันนี้ไม่ใช่รอดูเอง


5. ค่าน้ำตาลที่ควรดู ไม่ใช่แค่ FBS ตอนเช้า
คนที่ชาปลายมือปลายเท้า ต้องดูภาพรวมของน้ำตาลครับ ไม่ใช่ดูแค่ว่าน้ำตาลเช้าวันนี้เท่าไหร่ ควรดู HbA1c เพื่อเห็นภาพน้ำตาลเฉลี่ย 2–3 เดือน และถ้าเป็นคนกินแล้วง่วง หิวไว ใจสั่น หรือสงสัยน้ำตาลพุ่งหลังมื้อ ควรดูน้ำตาลหลังอาหารด้วย เพราะน้ำตาลที่พุ่ง ๆ ลง ๆ บ่อย ๆ ก็ทำร้ายเส้นเลือดเล็กและเส้นประสาทได้เหมือนกัน ถ้า HbA1c สูงเรื้อรัง โอกาสเส้นประสาทเสื่อมก็สูงขึ้น


6. ตรวจอะไรได้บ้าง ถ้าเริ่มชาบ่อย ๆ
หมอมักเริ่มจากซักประวัติ ตรวจเท้า ตรวจการรับความรู้สึก เช่น ใช้เส้นเอ็นเล็ก ๆ แตะเท้า หรือ monofilament test ดูว่ายังรู้สึกดีไหม บางคนตรวจการสั่นสะเทือน การรับความเจ็บ หรือชีพจรเท้าด้วย และควรตรวจเลือดร่วม เช่น FBS, HbA1c, Vitamin B12, ค่าไต, ไทรอยด์ ตามความเหมาะสม ถ้ามีอาการซับซ้อน อาจต้องตรวจเส้นประสาทเพิ่มเติม เช่น Nerve Conduction Study 


ถ้าไม่อยากให้เส้นประสาทพังจากน้ำตาลสูง ลองทำแบบนี้

  • ตรวจ FBS และ HbA1c สม่ำเสมอ ถ้ามีน้ำตาลสูงหรือเบาหวาน
  • ลดน้ำหวาน กาแฟหวาน ชาเย็น น้ำผลไม้ และขนมหวาน
  • เพิ่มโปรตีน ผัก และไฟเบอร์ในมื้ออาหาร
  • เดินหลังอาหาร 10–15 นาที ช่วยลดน้ำตาลหลังมื้อ
  • ตรวจเท้าทุกวัน ดูแผล หนังหนา เล็บขบ รองเท้ากัด หรือสีผิวผิดปกติ
  • ใส่รองเท้าที่พอดี ไม่เดินเท้าเปล่า โดยเฉพาะคนที่เท้าชา
  • ถ้ามีแผลที่เท้า อย่าตัดหนังหรือรักษาเอง ควรให้แพทย์ดู
  • ถ้าชาร่วมกับอ่อนแรง หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด เดินเซ หรือชาข้างเดียวเฉียบพลัน ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที


ชามือชาเท้าอาจดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่ถ้ามีเบาหวานหรือน้ำตาลสูงอยู่ด้วย มันอาจเป็นสัญญาณว่าเส้นประสาทเริ่มโดนน้ำตาลทำร้ายแล้วครับ อย่ารอให้เท้าชาจนเป็นแผลแล้วค่อยสนใจ เริ่มจากคุมน้ำตาล ตรวจ HbA1c ดูแลเท้าทุกวัน และรีบตรวจถ้าอาการชามากขึ้น

 

ขอบคุณ FB : หมอเจด