รู้แล้ว "คนจ้าง" แอร์สาว ที่จะให้เอาของไปส่งที่ออส ชื่ออะไร

เผยความคืบหน้าคดีพนักงานสายการบินหญิงถูกจับที่ออสเตรเลีย หลังพบซุกซ่อนเฮโรอีนในกระเป๋าสัมภาระ เบื้องต้นพบรับจ้างหิ้วสินค้าผ่านเฟซบุ๊ก ได้ค่าจ้าง 8,800 บาท

พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีพนักงานสายการบินหญิงของสายการบินแห่งหนึ่ง ถูกทางการออสเตรเลียควบคุมตัว หลังตรวจพบเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสัมภาระที่นำเข้าประเทศ

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า พนักงานสายการบินหญิงคนนี้ประกาศรับหิ้วสินค้าจากประเทศไทยไปต่างประเทศผ่านเฟซบุ๊กในกลุ่มรับหิ้วสินค้า ก่อนมีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “โรส” ติดต่อว่าจ้างให้นำกระเป๋าโอทอปไปส่ง โดยได้รับค่าจ้าง 8,800 บาท และมีรถขนส่งนำพัสดุมาส่งที่คอนโดมิเนียมย่านบางนา ก่อนที่เจ้าตัวจะนำสัมภาระติดตัวเดินทางออกนอกประเทศ และถูกตรวจพบที่ประเทศออสเตรเลีย

ช่วงเช้าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบคอนโดมิเนียมของพนักงานสายการบินหญิง แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติ จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่าเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน เจ้าตัวลงมารับพัสดุจากรถขนส่ง ก่อนนำขึ้นไปเก็บบนห้องพัก นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังเชิญแฟนหนุ่มมาให้ข้อมูลและร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น

อีกชุดหนึ่งเข้าตรวจสอบบ้านพักของแม่ในจังหวัดพะเยา พบว่าครอบครัวมีฐานะทั่วไป ประกอบอาชีพทำไร่ ไม่ได้มีความเป็นอยู่หรูหรา จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า พนักงานสายการบินโอนเงินให้แม่เดือนละ 10,000 บาท โดยใช้ผ่อนค่างวดรถยนต์เดือนละ 8,000 บาท ซึ่งแม่เป็นผู้ครอบครองรถ อีกทั้งยังพบว่าพนักงานสายการบินมีภาระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ต้องผ่อนชำระ

 

สำหรับของกลางที่ทางการออสเตรเลียตรวจยึดได้ เป็นเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทาง 2 ใบ จากสัมภาระทั้งหมด 12 ใบ น้ำหนักรวมประมาณ 900 กรัม

ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบว่า พนักงานสายการบินหญิงมีส่วนร่วมกับเครือข่ายค้ายาเสพติดหรือเป็นเพียงผู้รับจ้างขนของ พร้อมประสานข้อมูลกับทางการออสเตรเลียอย่างใกล้ชิด  เบื้องต้นพบว่าการรับขนส่งสินค้าในลักษณะนี้เป็นการฝ่าฝืนระเบียบการปฏิบัติงานของสายการบิน

ส่วนแนวทางการสืบสวน เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบพนักงานบริษัทขนส่งพัสดุที่เกี่ยวข้อง พร้อมสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อขยายผลหาต้นตอการลักลอบนำเฮโรอีนเข้าสู่ขบวนการขนส่ง และติดตามผู้ร่วมขบวนการ โดยเชื่อว่ามีคนไทยเกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้