- 07 ก.ค. 2569
สรุปเบื้องลึก นิสิต ม.มหาสารคาม ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับกว่า 4,000 ราย หลังมีคำถามชุดตรวจอาจมีความจำเพาะต่ำจนเกิดผลบวกลวงหรือไม่
กลายเป็นประเด็นร้อนในสังคมออนไลน์ เมื่อ จ.มหาสารคาม ตรวจพบผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับสูงถึมากกว่า 4,000 ราย จากการตรวจกลุ่มเสี่ยง 1 หมื่นราย นำมาสู่ข้อสงสัยว่าเป็นการระบาดหนักหรือเป็นเพียงผลจากการใช้นวัตกรรมชุดตรวจรูปแบบใหม่ที่แม่นยำกว่าเดิม สสจ.มหาสารคามออกโรงแจงรายละเอียดชัดเจน พร้อมเผยเป้าหมายการตรวจครั้งนี้เพื่อตัดวงจรมะเร็งท่อน้ำดี
ล่าสุด นพ.หัสชา เนือยทอง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม (สสจ.มหาสารคาม) ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีการตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับในพื้นที่ จ.มหาสารคาม ซึ่งพบผลตรวจเป็นบวกจำนวนมากจนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า ชุดตรวจอาจมีความจำเพาะต่ำจนทำให้เกิดผลบวกลวงหรือไม่ โดย นพ.หัสชา ชี้แจงว่าโครงการดังกล่าวเป็นการคัดกรองประชากรกลุ่มเสี่ยงโดยใช้หน่วยนวัตกรรมที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งเป็นการตรวจหาแอนติเจนในปัสสาวะ (Urine ATK) ไม่ใช่การตรวจหาไข่พยาธิในอุจจาระแบบที่คุ้นเคยกันในอดีต
สำหรับการเปลี่ยนแปลงวิธีการตรวจในครั้งนี้ นพ.หัสชา อธิบายว่า ในอดีตการส่องกล้องหาไข่พยาธิในอุจจาระได้ผลดีเพราะคนไทยมีจำนวนพยาธิในร่างกายสูง แต่ปัจจุบันเมื่อพฤติกรรมการกินยาถ่ายพยาธิเปลี่ยนไป จำนวนไข่พยาธิที่ถูกขับออกมาจึงน้อยลง ทำให้การตรวจวิธีเดิมเสี่ยงต่อการเกิดผลลบลวง (False Negative) ดังนั้น นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นจึงได้พัฒนาเทคนิคการตรวจหาแอนติเจนในปัสสาวะขึ้นมา ซึ่งเป็นการตรวจพบชิ้นส่วนหรือของเสียที่พยาธิปล่อยออกมา ทำให้มีความไวในการตรวจพบเชื้อได้ดีกว่าการรอหาไข่พยาธิเพียงอย่างเดียว
นพ.หัสชา ยอมรับว่าตัวเลขผู้พบเชื้อกว่า 4,000 ราย จากกลุ่มตัวอย่าง 10,000 ราย ถือเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวล เพราะสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาพยาธิใบไม้ตับอาจไม่ได้ลดลงอย่างที่เคยเข้าใจจากการตรวจวิธีเก่า ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคเตรียมลงพื้นที่เพื่อยืนยันข้อมูลและศึกษาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เป้าหมายหลักของการตรวจครั้งนี้คือการค้นหาผู้ติดเชื้อให้ได้มากที่สุด เพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยยา Praziquantel ก่อนที่โรคจะพัฒนาไปสู่ภาวะเรื้อรังและกลายเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งเป็นภัยเงียบที่องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
ในส่วนของการจัดการผู้ที่ตรวจพบผลบวกทั้ง 4,000 รายนั้น นพ.หัสชา ยืนยันว่าทุกคนจะได้รับยาฆ่าพยาธิและเข้าสู่ระบบการติดตามผลอย่างใกล้ชิด โดยจะมีการนัดตรวจซ้ำตามแนวทางวิชาการเพื่อประเมินผลการรักษา แม้การตรวจด้วยวิธี Urine ATK จะมีต้นทุนที่สูงกว่าการตรวจอุจจาระ แต่ถือเป็นความคุ้มค่าในการวางแผนควบคุมโรคในระยะยาว เพราะช่วยให้สามารถเข้าถึงประชากรจำนวนมากได้รวดเร็วและแม่นยำกว่า ทั้งนี้ จ.มหาสารคาม และหลายจังหวัดในภาคอีสานยังคงเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป เพื่อสร้างฐานข้อมูลความชุกที่แท้จริงของโรคและวางกลยุทธ์ป้องกันไม่ให้คนไทยต้องเสี่ยงกับโรคร้ายจากพยาธิใบไม้ตับอีกต่อไป
