เตือนด่วน พยาธิใบไม้ซ่อนเงียบได้นาน 10 ปี เสี่ยงมะเร็งไม่รู้ตัว

เตือนพยาธิใบไม้ตับอาจซ่อนเงียบในร่างกายได้นานกว่า 10 ปี โดยแทบไม่มีอาการ หากปล่อยไว้เสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดีในอีก 15–20 ปี แพทย์แนะกลุ่มเสี่ยงรีบตรวจด่วน

วันที่ 7 ก.ค.69 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา หรือ "หมอเจด" โพสต์เฟซบุ๊กให้ความรู้เกี่ยวกับ พยาธิใบไม้ตับ หลังผลตรวจคัดกรองนิสิตใหม่ในจังหวัดมหาสารคามพบผู้ติดเชื้อจำนวนมาก พร้อมเตือนว่าโรคนี้มักไม่แสดงอาการ แต่หากปล่อยไว้เป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด มะเร็งท่อน้ำดี

  เตือนด่วน พยาธิใบไม้ซ่อนเงียบได้นาน 10 ปี เสี่ยงมะเร็งไม่รู้ตัว

หมอเจดระบุว่า พยาธิใบไม้ตับกับมะเร็งท่อน้ำดี แล้วกูติดมั้ยวะ 


1. นักศึกษาติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับเป็นพันคน เรื่องนี้กำลังบอกอะไรเรา ช่วงนี้มีข่าวที่ทำให้ผมตกใจไม่น้อยครับ เพราะมีการตรวจคัดกรองนิสิตใหม่ของมหาวิทยาลัยในจังหวัดมหาสารคาม แล้วพบตัวเลขที่สูงเกินกว่าหลายคนจะคาดคิด มหาวิทยาลัยมหาสารคามตรวจนิสิตใหม่ 12,733 คน พบติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ 4,233 คน หรือประมาณ 33% ขณะที่มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ตรวจ 1,922 คน พบติดเชื้อ 380 คน หรือประมาณ 19% นอกจากนี้ การตรวจคัดกรองประชาชนในจังหวัดกว่า 20,000 คน ยังพบอัตราการติดเชื้อประมาณ 11% ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า “เด็กมหาวิทยาลัยเพิ่งไปติดเชื้อ” แต่สะท้อนว่าหลายคนอาจติดเชื้อมาตั้งแต่ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย และไม่เคยรู้ตัวเลย เพราะพยาธิใบไม้ตับเป็นโรคที่เงียบมาก ติดแล้วอาจไม่มีอาการเป็นสิบปี สิ่งที่น่าคิดคือ คนที่ติดเชื้อส่วนใหญ่แข็งแรง เรียนหนังสือ เล่นกีฬา ใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่มีไข้ ไม่มีปวดท้อง ไม่มีอะไรเตือนเลย จึงไม่รู้ว่ามีพยาธิอาศัยอยู่ในท่อน้ำดี 

ที่สำคัญ ข่าวนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงพฤติกรรมการกินของคนไทย โดยเฉพาะในภาคอีสาน ซึ่งนิยมอาหารจากปลาน้ำจืด เช่น ก้อยปลา ลาบปลา ปลาส้ม หรืออาหารที่อาจใช้วัตถุดิบที่ไม่ได้ผ่านความร้อนเพียงพอ มีการพูดถึง “ปลาร้า” ด้วย แต่ตรงนี้ผมอยากให้แยกประเด็นให้ชัดนะครับ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนที่สุดคือ การติดพยาธิใบไม้ตับเกิดจากการกินปลาน้ำจืดที่มีตัวอ่อนพยาธิและไม่ได้ปรุงสุกเพียงพอ ส่วนประเด็นเรื่องปลาร้าจะเป็นแหล่งแพร่เชื้อหรือไม่ ยังต้องอาศัยการตรวจสอบทางระบาดวิทยาและการตรวจตัวอย่างเพิ่มเติม ไม่ควรสรุปว่า “ปลาร้าทุกชนิด” เป็นสาเหตุ เพราะปลาร้าที่ผ่านการผลิตอย่างถูกสุขลักษณะและผ่านความร้อนก่อนรับประทานย่อมมีความเสี่ยงต่ำกว่ามาก

 สิ่งที่ข่าวนี้กำลังบอกเราจริง ๆ คือ พยาธิใบไม้ตับยังไม่ใช่เรื่องของคนรุ่นพ่อแม่เท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาของคนรุ่นใหม่ และถ้าเราไม่แก้ไขพฤติกรรมการกินตั้งแต่วันนี้ ผลกระทบอาจไม่ได้เกิดในปีนี้ แต่อาจเกิดขึ้นอีก 15–20 ปีข้างหน้าในรูปของโรคมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งเป็นโรคที่รักษาได้ยากและมีอัตราการเสียชีวิตสูง ดังนั้น ข่าวนี้ไม่ใช่เพื่อให้กลัวส้มตำ แต่เพื่อให้เรารู้ว่า “ของดิบที่มาจากปลาน้ำจืด” คือสิ่งที่ต้องระวัง และการป้องกันตั้งแต่วันนี้ อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคร้ายในอนาคตได้อย่างมหาศาล 

2. พยาธิใบไม้ตับมาจากไหนแล้วจริง ๆ เราติดจากอะไร หลายคนพอเห็นข่าวก็รีบสรุปทันทีว่า “ติดจากปลาร้าแน่ ๆ” แต่ในฐานะที่ผมเป็นหมอ ผมอยากชวนมาดูข้อเท็จจริงกันก่อนครับ ตัวการสำคัญคือ พยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchis viverrini) ซึ่งเป็นพยาธิที่พบมากในประเทศไทย โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและกัมพูชา วงจรชีวิตของมันซับซ้อนพอสมควร เริ่มจากไข่พยาธิออกมากับอุจจาระของคนหรือสัตว์ที่ติดเชื้อ จากนั้นไข่จะไปอยู่ในแหล่งน้ำ หอยน้ำจืดกินเข้าไป แล้วตัวอ่อนจะเจริญอยู่ในหอย ก่อนว่ายออกมาฝังตัวใน “ปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด” โดยเฉพาะปลาตะเพียนและปลาวงศ์เดียวกัน 

 

เมื่อคนกินปลาเหล่านี้แบบดิบหรือสุกไม่พอ ตัวอ่อนก็จะเข้าสู่ร่างกาย ไต่ขึ้นไปอยู่ในท่อน้ำดี และสามารถอาศัยอยู่ได้เป็นสิบ ๆ ปี ดังนั้น แหล่งติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์คือ ปลาน้ำจืดดิบหรือสุกไม่พอ อาหารที่มีความเสี่ยง เช่น * ก้อยปลา * ลาบปลา * ปลาดิบพื้นบ้าน * ปลาแช่ดิบ * ปลาส้มที่หมักไม่นานพอ * ปลาเจ่าหรือปลาหมักที่ไม่ได้ผ่านความร้อน แล้ว “ปลาร้า” 

คำตอบคือ ยังต้องแยกเป็น 2 เรื่อง ถ้าปลาร้าผลิตได้มาตรฐาน หมักถูกวิธี และนำไปต้มจนเดือดก่อนรับประทาน ความเสี่ยงย่อมต่ำมาก แต่ถ้าเป็นปลาร้าดิบ ผลิตไม่ถูกสุขลักษณะ หรือใช้ปลาน้ำจืดที่ปนเปื้อนโดยไม่ผ่านความร้อน ก็อาจมีความเสี่ยงได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่หน่วยงานสาธารณสุขกำลังตรวจสอบอยู่ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ยังไม่ควรเหมารวมว่า “ส้มตำปลาร้าทุกจานอันตราย” จริง ๆ แล้วตัวปัญหาไม่ใช่ส้มตำ แต่คือ “วัตถุดิบที่ไม่สุก” ผมยังเจอคนไข้หลายคนบอกว่า “หมอครับ ผมบีบมะนาวเยอะมาก” “ใส่พริกสิบเม็ด” “แช่น้ำปลาข้ามคืน” “ใส่เหล้าขาวด้วย” ต้องบอกตรง ๆ ว่า ทั้งหมดนี้ฆ่าพยาธิไม่ได้ครับ มะนาวไม่ได้ฆ่าพยาธิ น้ำปลาไม่ได้ฆ่าพยาธิ เหล้าขาวก็ไม่ได้ฆ่าพยาธิ วิธีที่เชื่อถือได้ที่สุดยังคงเป็น “ความร้อน” ถ้าจะกินปลา กินแบบสุกไว้ก่อน ปลอดภัยที่สุดครับ


 3. ติดพยาธิใบไม้ตับแล้วจะเป็นอะไร ทำไมหมอถึงกลัวเรื่องนี้มาก สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของพยาธิใบไม้ตับ ไม่ใช่ปวดท้อง แต่คือ “มันแทบไม่มีอาการ” หลายคนติดเชื้อเป็นสิบปี ใช้ชีวิตปกติทุกอย่าง จนคิดว่าตัวเองแข็งแรงดี พยาธิตัวนี้จะอาศัยอยู่ในท่อน้ำดี คอยดูดกินสารอาหารและทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังทีละน้อย ช่วงแรกอาจไม่มีอาการเลย บางคนอาจมีเพียง

  • แน่นชายโครงขวา
  • ท้องอืด
  • อาหารไม่ย่อย
  • เบื่ออาหาร
  • ปวดท้องเป็น ๆ หาย ๆ

ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่จำเพาะ จึงแทบไม่มีใครนึกถึงพยาธิ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นภายในร่างกายต่างหากที่น่ากลัว ทุกวันที่พยาธิอาศัยอยู่ มันจะทำให้เยื่อบุท่อน้ำดีเกิดการระคายเคืองและอักเสบเรื้อรัง ร่างกายก็ซ่อมแซมซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี อาจเกิด

  • ท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรัง 
  • พังผืดในท่อน้ำดี  
  • นิ่วในท่อน้ำดี 
  • ท่อน้ำดีตีบ
  • และสุดท้ายในบางคนอาจพัฒนาเป็น มะเร็งท่อน้ำดี

องค์การอนามัยโลกจัดให้พยาธิใบไม้ตับเป็น “สารก่อมะเร็งในมนุษย์” (Group 1 Carcinogen) ซึ่งเป็นระดับเดียวกับบุหรี่และแร่ใยหินในแง่ของ “มีหลักฐานว่าก่อมะเร็งได้จริง” ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงเท่ากัน แต่หมายถึงความสัมพันธ์ได้รับการพิสูจน์แล้ว ประเทศไทย โดยเฉพาะภาคอีสาน เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่พบมะเร็งท่อน้ำดีสูงที่สุดในโลก ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการติดพยาธิใบไม้ตับเรื้อรัง 

ข่าวดีคือ… การติดพยาธิ ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะเป็นมะเร็ง แต่ยิ่งปล่อยไว้นาน ยิ่งติดเชื้อซ้ำหลายครั้ง ความเสี่ยงก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น ดังนั้น การรักษาตั้งแต่ยังไม่มีอาการ จึงสำคัญกว่าการรอให้ปวดแล้วค่อยมาหาหมอ เพราะเมื่อมะเร็งท่อน้ำดีแสดงอาการ เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง น้ำหนักลด หรือคันทั้งตัว หลายครั้งโรคก็อยู่ในระยะที่รักษาได้ยากแล้ว 

4. แล้วเราจะตรวจได้อย่างไร ข่าวดีคือ การตรวจพยาธิใบไม้ตับส่วนใหญ่ ไม่ต้องส่องกล้อง วิธีมาตรฐานที่สุดคือ
 1. ตรวจอุจจาระหาไข่พยาธิ เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วประเทศ หากพบไข่พยาธิ ก็สามารถยืนยันการติดเชื้อได้ แต่ถ้าตรวจครั้งเดียวไม่เจอ ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีเสมอไป เพราะบางวันพยาธิปล่อยไข่ออกมาน้อย แพทย์อาจแนะนำให้เก็บอุจจาระหลายวันเพื่อเพิ่มโอกาสในการตรวจพบ
 2. ตรวจแอนติเจนของพยาธิ เป็นเทคโนโลยีที่ตรวจหาส่วนประกอบของพยาธิโดยตรง มีความไวมากขึ้น โดยปัจจุบันเริ่มมีการตรวจมากขึ้นโดยเฉพาะตรวจจากปัสสาวะ
3. ตรวจสารพันธุกรรม (PCR) แม่นยำสูงมาก แต่มีค่าใช้จ่ายสูง จึงมักใช้ในงานวิจัยหรือห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง ส่วนหลายคนถามว่า “ตรวจเลือดได้ไหม” มีการตรวจภูมิคุ้มกันได้ในบางกรณี แต่ไม่ใช่วิธีมาตรฐานสำหรับการยืนยันการติดเชื้อปัจจุบัน เพราะอาจให้ผลบวกจากการติดเชื้อในอดีตได้ แล้วอัลตราซาวนด์ล่ะ อัลตราซาวนด์ไม่ได้ใช้หาพยาธิโดยตรง แต่ใช้ดูว่าท่อน้ำดีผิดปกติหรือไม่ มีนิ่ว มีพังผืด หรือมีก้อนที่สงสัยมะเร็งหรือเปล่า ดังนั้น ถ้าจะตรวจคัดกรองทั่วไป วิธีที่ง่าย คุ้มค่า และใช้จริงมากที่สุด ก็คือ การตรวจ อุจจาระหรือปัสสาวะ  

5. แล้วคนทั่วไปอย่างพวกเราควรตรวจไหม คำตอบคือ ไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องตรวจ แต่มีบางกลุ่มที่ผมคิดว่าควรพิจารณา เช่น * เคยกินก้อยปลา ลาบปลา หรือปลาน้ำจืดดิบเป็นประจำ โตมาในพื้นที่ที่พบพยาธิใบไม้ตับชุก เช่น หลายจังหวัดในภาคอีสานและภาคเหนือ มีคนในครอบครัวเคยติดพยาธิใบไม้ตับ * เคยรักษาแล้วแต่ยังกลับไปกินอาหารดิบซ้ำ  มีความผิดปกติของท่อน้ำดีโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนคนที่ไม่เคยกินปลาน้ำจืดดิบเลย โอกาสติดเชื้อก็ถือว่าต่ำมาก อีกเรื่องที่อยากฝากคือ หลายคนคิดว่า “ไม่มีอาการ แสดงว่าไม่เป็น” 

สำหรับพยาธิใบไม้ตับ ความคิดนี้อาจใช้ไม่ได้ เพราะคนจำนวนมากไม่มีอาการเลย แต่ตรวจกลับพบพยาธิ ข่าวดีคือ โรคนี้รักษาได้ด้วยยาถ่ายพยาธิที่มีประสิทธิภาพ หากตรวจพบและได้รับการรักษาเร็ว ก็สามารถลดการอักเสบของท่อน้ำดีและลดความเสี่ยงในระยะยาวได้ สุดท้ายนี้ ผมไม่ได้อยากให้ทุกคนเลิกกินส้มตำ หรือกลัวอาหารอีสาน แต่อยากให้เปลี่ยนจาก “กินอร่อย” เป็น “กินอร่อยและปลอดภัย” เลือกปลาที่ปรุงสุก หลีกเลี่ยงปลาน้ำจืดดิบ เลือกร้านที่ใส่ใจเรื่องวัตถุดิบและความสะอาด เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยในวันนี้ อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคร้ายที่อาจเกิดขึ้นอีก 20 ปีข้างหน้าได้อย่างมากครับ

เตือนด่วน พยาธิใบไม้ซ่อนเงียบได้นาน 10 ปี เสี่ยงมะเร็งไม่รู้ตัว

ขอบคุณ หมอเจด