ยิ่งสะพรึง หลังรู้ "พยาธิใบไม้ในตับ" ซ่อนตัวในร่างกาย ได้กี่ปี

"อาจารย์หมอสุรัตน์" ไขข้อสงสัยข่าวพบนักศึกษาติดพยาธิใบไม้ตับกว่า 4,000 คน ชี้ผลตรวจคัดกรองไม่ได้แปลว่าติดเชื้อทุกราย ต้องดูวิธีตรวจและยืนยันผลเพิ่มเติม

"อาจารย์หมอสุรัตน์" แพทย์สมองชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์ ว่า

ติดเชื้อ พยาธิใบไม้ในตับ ตรวจแบบไหน แล้วแปลผลอย่างไร

สืบเนื่องเนื่องจากมีข่าวว่านักศึกษาถึง 4000 คนมีการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ

ท่าน ศ นพ สมศักดิ์ได้กรุณาถามว่า แล้ววิธีตรวจ มีการแปลผลที่แตกต่างกัน มีความไวและความจำเพาะเจาะจงที่แตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อไม่ให้ตระหนก ก็ควรรู้ว่าตรวจด้วยวิธีไหนด้วย

มาดูวิธีตรวจกัน ใครมีข้อมูลบอกด้วยนะ

สิ่งสำคัญคือต้องแยกให้ออกว่า “ตรวจพบความเสี่ยงหรือผลบวกจากการคัดกรอง” ไม่ได้หมายความว่าทุกคนมีพยาธิตัวเต็มวัยในท่อน้ำดี เพราะผลตรวจขึ้นอยู่กับชนิดของการตรวจที่ใช้

สำหรับการตรวจหาโรคพยาธิใบไม้ตับ (ส่วนใหญ่เกิดจาก Opisthorchis viverrini) ปัจจุบันมีหลายวิธี ดังนี้

1. การตรวจอุจจาระ (Gold standard แบบดั้งเดิม)

ถือเป็นมาตรฐานที่ใช้มายาวนาน

มองหา “ไข่พยาธิ”

หากพบไข่ ถือว่ายืนยันการติดเชื้อได้ค่อนข้างแน่นอน

แต่มีข้อเสียคือ

หากมีพยาธิจำนวนน้อยอาจไม่พบไข่

ระยะเริ่มติดเชื้อยังไม่ออกไข่

ต้องอาศัยนักเทคนิคที่มีความชำนาญ

ความไวจึงแตกต่างกันมาก

ตรวจครั้งเดียว ≈ 40–70%

ตรวจ 3 วันติดต่อกัน อาจสูงถึง 90–95%

2. ตรวจเลือดหาแอนติบอดี (ELISA)

หลายมหาวิทยาลัยในภาคอีสานใช้วิธีนี้ในการคัดกรองประชากรจำนวนมาก

ข้อดี

เจอคนติดเชื้อได้มาก

ใช้คัดกรองได้รวดเร็ว

ข้อเสีย

ผลบวกไม่ได้แปลว่าปัจจุบันยังมีพยาธิ

คนที่เคยติดเมื่อหลายปีก่อน รักษาหายแล้ว ก็ยังอาจตรวจเป็นบวก

ความไว

ประมาณ 90–98%

ความจำเพาะ

ประมาณ 80–95%

ดังนั้นจะมี false positive หรือผลบวกลวงได้พอสมควร

3. ตรวจหาแอนติเจนของพยาธิ

ตรวจสารที่ตัวพยาธิปล่อยออกมา

ข้อดี

บอกการติดเชื้อปัจจุบันได้ดีกว่า ELISA แบบแอนติบอดี

หลังรักษาแล้วผลจะลดลง

ความไว

85–95%

ความจำเพาะ

90–98%

4. PCR

ตรวจ DNA ของพยาธิ

ถือว่าแม่นยำที่สุด

ความไว 95–100%

ความจำเพาะเกือบ 100%

แต่มีราคาแพง

จึงไม่ใช้ตรวจประชาชนจำนวนหลายหมื่นคน

แล้วข่าวที่บอกว่าพบกว่า 4,000 คน ใช้วิธีอะไร? บอกตรงตรงว่าตอนนี้ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน

แต่ จากรูปแบบการเฝ้าระวังที่หลายมหาวิทยาลัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเคยดำเนินการ ร่วมกับโครงการควบคุมโรคพยาธิใบไม้ตับของหน่วยงานสาธารณสุข มักใช้การตรวจเลือดแบบ ELISA เพื่อคัดกรอง เพราะ

ตรวจได้รวดเร็ว

ตรวจคนจำนวนมากได้ในวันเดียว

ความไวสูง ไม่พลาดผู้ติดเชื้อง่าย

จากนั้นผู้ที่ผลบวกจึงมักได้รับการตรวจยืนยันเพิ่มเติม เช่น การตรวจอุจจาระ หรือรับการประเมินและรักษาตามแนวทางของแพทย์ ทั้งนี้ วิธีที่ใช้จริงในเหตุการณ์ดังกล่าวควรอ้างอิงจากรายงานของมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานสาธารณสุขที่ดำเนินการตรวจ อีกทีครับ

แล้วร่างกายเราสามารถที่จะฆ่าพยาธิได้เองหรือไม่หากติดเชื้อไปแล้ว

คำตอบคือ ได้ แต่ไม่ใช่ในความหมายที่ร่างกายกำจัดพยาธิได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับOpisthorchis viverrini มีลักษณะต่างจากพยาธิบางชนิด เพราะมันวิวัฒนาการมาเพื่อ “หลบหลีก” ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้ดี

ถ้าติดเชื้อจริง ร่างกายฆ่าพยาธิได้เองหรือไม่?

ส่วนใหญ่ ไม่ได้

พยาธิใบไม้ตับสามารถอาศัยอยู่ในท่อน้ำดีได้ประมาณ 10–30 ปี

มันเคลือบผิวด้วยสารที่ช่วยหลบภูมิคุ้มกัน

ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำได้เพียงทำให้เกิดการอักเสบ แต่ไม่สามารถกำจัดพยาธิทั้งหมดได้

ว่ากันด้วยแหล่งติดเชื้อ

แล้วทำไมผู้ว่าฯ จึงสั่งตรวจร้านส้มตำ?

เพราะพยาธิใบไม้ตับติดต่อจากการรับประทาน

ปลาร้าดิบที่มีชิ้นปลาดิบปน

ก้อยปลา

ลาบปลา

ปลาส้ม

ปลาแดกที่ไม่ได้ผ่านความร้อนเพียงพอ

น้ำปลาร้าเพียงอย่างเดียวที่ผ่านการหมักได้มาตรฐานไม่ได้เป็นปัญหาหลัก แต่การมีเศษปลาดิบหรือการใช้ปลาน้ำจืดดิบเป็นส่วนประกอบของอาหาร เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ จึงมีการตรวจร้านส้มตำเพื่อเฝ้าระวังการใช้วัตถุดิบและสุขลักษณะในการประกอบอาหาร รวมถึงป้องกันการแพร่กระจายของโรคในพื้นที่เสี่ยง

หากตัวเลข “กว่า 4,000 คน” มาจาก การตรวจเลือดคัดกรอง (ELISA) ตัวเลขดังกล่าวบอกว่ามีผู้ที่ตรวจพบการตอบสนองต่อเชื้อหรือมีความเสี่ยงสูงจำนวนมาก

แต่ ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดมีพยาธิที่ยังมีชีวิตอยู่ในร่างกาย จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับวิธีตรวจที่ใช้ และในบางกรณีอาจต้องมีการตรวจยืนยันเพิ่มเติมก่อนสรุปการวินิจฉัยหรือวางแผนการรักษานะฮะ อย่าตกใจว่าจะเป็น มะเร็งไป ว่าแต่ เอาไงต่อ ฮะ เจอแบบนี้

ผศ นพ สุรัตน์ ตันประเวช