ข้าราชการเกษียณสุดช้ำ เกลี้ยงเกือบล้าน โดนหลอกเอาบ้าน-รถไปจำนำ

ข้าราชการเกษียณสุดช้ำ ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็น ผกก.สภ.เมือง น่าน หลอกให้นำบ้าน -รถไปจำนำ สูญเงินเกือบล้าน

กรณีข้าราชการเกษียณวัย 61ปี ในจังหวัดเชียงใหม่ ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดึงเข้ากลุ่มไลน์ สภ.เมืองน่าน ที่สร้างขึ้นมาก่อนออกอุบายหลอกให้ส่งเอกสารหลักฐานต่างๆ เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาสมุดบัญชีเงินฝาก สำเนาโฉนดที่ดิน  พร้อมโอนเงินเพื่อทำการตรวจสอบสำนวนคดี สุดท้ายเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินไปให้กว่า  778,000 บาท  ก่อนที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์จะแจ้งให้ผู้เสียหายเดินทางไปรับเงินที่ตรวจสอบกับ ผกก.สภ.สันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อข้าราชการเกษียณพบกับตำรวจตัวจริงจึงรู้ตัวว่าเสียท่าให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์แล้ว
 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา หญิงวัย 61 ปีรายนี้ ได้นำเอกสารด้านการเงินและใบจำนองบ้านและจำนองรถ  เข้าพบ พันตำรวจเอก สถิตชัย นิตยวัน ผู้กำกับการ สภ. สันทราย  จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอรับเงินจำนวน 778,000 บาท ที่โอนไปให้กับผู้กำกับการ สภ.เมืองน่าน  จังหวัดน่าน พร้อมเอกสารคืน  โดยผู้เสียหายบอกว่า ทางผู้กำกับการ สภ.เมืองน่าน ได้ส่งเอกสารทั้งหมดมาทางไปรษณีย์แล้ว

ข้าราชการเกษียณสุดช้ำ เกลี้ยงเกือบล้าน โดนหลอกเอาบ้าน-รถไปจำนำ
 

โดยทาง พันตำรวจเอก สถิตชัย  ผกก.สภ.สันทราย จึงสอบสวนข้าราชการเกษียณรายนี้อย่างละเอียด เบื้องต้นทราบว่า ผู้เสียหายได้รับโทรศัพท์จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก่อนแจ้งว่าผู้เสียหายได้มีการเปิดบัญชีธนาคากรุงไทย ที่สาขาบิ๊กซีน่าน แต่ผู้เสียหายปฏิเสธว่าเธอเป็นคนเชียงใหม่และไม่เคยเดินทางไปเปิดบัญชีธนาคารที่จังหวัดน่านแต่อย่างใด แก็งคอลเซ็นเตอร์จึงแจ้งให้ผู้เสียหายเดินทางไปแจ้งความที่ สภ.เมืองน่าน แต่เธอไม่สะดวกเดินทางไป

แก๊งคอลเซ็นเตอร์จึงออกอุบายว่าสามารถแจ้งความทางออนไลน์ได้ พร้อมดึงผู้เสียหายเข้าแชทไลน์กลุ่มของ สภ.เมืองน่าน ที่สร้างขึ้น จากนั้นได้พูดคุยหลอกให้ผู้เสียหายส่งเอกสารหลักฐานต่างๆไปให้ เช่น  สำเนาบัตรประชาชน  สมุดบัญชี  โฉนดที่ดิน เอกสารการหย่า และสมุดบัญชีสหกรณ์ โดยอ้างว่าเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบประกอบสำนวนคดี

ต่อมาอีกวันทางแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ติดต่อมาอีกครั้ง และแจ้งว่าผู้เสียหายจะต้องใช้เงินสดในการค้ำประกันเอกสาร  ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินไปให้คนร้ายหลายครั้งจนกระทั่งไม่มีเงินโอน   คนร้ายจึงออกอุบายให้นำที่ดินไปจำนองกับบริษัทแห่งหนึ่งในอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นคนหาให้  พร้อมกับวีดีโอคอลมาหาผู้เสียหายตลอดว่าห้ามคุยกับใคร ห้ามบอกพี่ญาติพี่น้อง มิฉะนั้นจะสูญเงินทั้งหมดแน่นอน


 

ขณะที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้วางแผนทำงานกันเป็นทีม มีการนัดนายหน้าในการจำนองที่ดินย่านการค้าในเมืองเชียงใหม่ พร้อมเตรียมเอกสารจำนองไว้ให้ ก่อนให้ผู้เสียหายรับเงินสดไปทั้งหมด   600,000 บาท

 

ต่อมา 23ก.ค.69  ก็มีข้อความแชทในไลน์กลุ่ม สภ.เมืองน่านที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์สร้างขึ้น ส่งมาแจ้งผู้เสียหายว่า   วันนี้จะมีตำรวจ ปปง.  มารับเงินสดที่บ้านไปตรวจสอบ ขอให้ผู้เสียหายถ่ายรูปหน้าบ้านและแชร์โลเคชั่นให้ตำรวจที่จะมารับเงินด้วยตัวเอง และทางไลน์กลุ่ม สภ.เมืองน่าน ก็ได้โทรมาเพื่อบอกตำหนิรูปพรรณของคนที่จะมารับเงินว่าแต่งตัวแบบไหน โดยผู้ที่อ้างตัวเป็น ตำรวจ ปปง.  ได้เดินทางมารับเงินที่หน้าบ้านแต่ไม่ยอมเข้ามาคุยในบ้าน ผู้เสียหายจึงได้นำเงินสดใส่ถุงผ้าจำนวน 640,000 บาท ไปมอบให้หน้าบ้าน

 

จากนั้น 24 ก.ค.69  แก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้โทรศัพท์มาหาผู้เสียหายอีกครั้ง  พร้อมแจ้งว่ายอดเงินไม่ครบถ้วนยังตรวจสอบไม่หมด และขอเงินค้ำประกันเพิ่มอีก 100,000บาท แต่คุณป้าไม่มี จึงไปขอยืมเพื่อนมาได้เพิ่มอีกเพียง 88,000 บาท  จากนั้นแก็งคอลเซ็นเตอร์ได้ออกอุบายให้ผู้เสียหายโอนเข้าบัญชีไปให้ครั้งละ 44,000 บาท จำนวน2 ครั้ง


 

หลังจากนั้นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังโทรมาหาผู้เสียหายอีก พร้อมแจ้งว่ายังตรวจสอบเงินไม่พอ เนื่องจากผู้เสียหายมีบัญชีสหกรณ์ของราชการอยู่ขอให้โอนเงินเพิ่มอีก จำนวน 200,000 บาท เพื่อค้ำประกันยอดเก่า แต่ผู้เสัยหายบอกว่าไม่มีเงินแล้วหาได้แค่ 100,000 บาท จึงได้นั่งรถทัวร์จากจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อไปกู้เงินสหกรณ์ที่กรุงเทพมหานคร และทำธุรกรรมเสร็จในช่วงบ่าย  แก็งคอลเซ็นเตอร์จึงได้ส่งหมายเลขบัญชีมาให้ผู้เสียหายเพื่อโอนเงินไปให้อีก


 

หลังโอนเงินก้อนสุดท้ายไปให้ผู้เสียหายได้มีการติดตามทวงถามเงินตลอดว่าจะได้คืนเมื่อไหร่  ทางแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างว่าจะส่งทางไปรษณีย์พร้อมเอกสารทั้งหมดไปที่ ผู้กำกับการ สภ.สันทราย  พร้อมวิดีโอคอลมาพูดคุยและได้โอนเงินคืนเข้าบัญชีของผู้เสียหายรวม 3 ครั้ง ครั้งละ 50,000 บาท ก่อนแจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินต่อไปยังบัญชีอื่นอีก กระทั่งผู้เสียหายเดินทางมา สภ.สันทราย เพื่อติดต่อขอเงินคืน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็ยังวิดีโอคอลคุยกับผู้เสียหายเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จนผู้เสียหายได้พบหน้าผู้กำกับการ สภ.สันทราย  แก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็บล็อกไลน์ผู้เสียหายทันที  สุดท้ายเมื่อผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก  ผู้กำกับการ สภ.สันทราย จึงได้ให้ผู้เสียหายแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน เพื่อติดตามจับกุุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้มาดำเนินคดีตต่อไป