- 18 ส.ค. 2569
"อย่าคิดว่าสายตาแย่เป็นเรื่องธรรมดา" หมอเจด เผย 5 สัญญาณเตือนต้อกระจกวัย 50+ ขับรถไฟฟุ้ง-มองภาพเป็นหมอก ต้องรีบตรวจตาด่วนก่อนสาย
"หมอเจด" นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่า
5 สัญญาณต้อกระจกวัย 50+! มองเป็นหมอก–ไฟฟุ้ง อย่าปล่อยผ่าน!
พออายุเข้า 50 หลายคนเริ่มเจอปัญหาสายตาครับ
อ่านหนังสือต้องยื่นออกไปไกลขึ้น
ต้องเปิดไฟสว่างกว่าเดิม
ขับรถกลางคืนเริ่มไม่มั่นใจ
แล้วก็มักคิดว่า
“ก็อายุมากขึ้น สายตาก็ต้องแย่เป็นธรรมดา”
บางส่วนจริงครับ แต่ไม่ใช่ทุกอาการควรโยนให้คำว่า “แก่”
โดยเฉพาะถ้าช่วงหลังรู้สึกว่า ภาพเหมือนมีหมอกบาง ๆ บัง ไฟรถตอนกลางคืนฟุ้งกว่าเดิม สีดูหม่น หรือเปลี่ยนแว่นแล้วก็ยังไม่คม
ตรงนี้ต้องนึกถึง ต้อกระจก ด้วยครับ
ต้อกระจกคือภาวะที่ เลนส์ธรรมชาติซึ่งอยู่ข้างในดวงตาค่อย ๆ ขุ่นขึ้น ปกติเลนส์ควรใสเพื่อให้แสงผ่านเข้าไปสร้างภาพได้ชัด แต่พอขุ่น แสงจะผ่านและกระจายผิดไป ภาพเลยเริ่มมัว ฟุ้ง และมองกลางคืนยากขึ้นครับ ต้อกระจกจากอายุพบได้บ่อยขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น และระยะแรกบางคนแทบไม่มีอาการเลยด้วยซ้ำ
ลองเช็ก 5 สัญญาณนี้ครับ
1️⃣ มองเหมือนมีกระจกฝ้าหรือหมอกบาง ๆ อยู่ตรงหน้า
อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ
ภาพเริ่มมัวหรือขุ่นลงครับ
ไม่จำเป็นต้องมัวจนมองอะไรไม่เห็น
ช่วงแรกอาจรู้สึกแค่ว่า
อ่านตัวหนังสือไม่คมเหมือนก่อน
ดูโทรทัศน์แล้วรายละเอียดไม่ชัด
มองหน้าคนไกล ๆ แล้วเหมือนมีฝ้าบาง ๆ
หรือรู้สึกว่าต้องเช็ดแว่นบ่อย ทั้งที่แว่นก็สะอาด
ลองนึกถึงหน้าต่างครับ
กระจกใส เรามองข้างนอกได้ชัด
แต่ถ้ากระจกเริ่มมีฝ้า ถึงของข้างนอกจะอยู่ที่เดิม ภาพที่เราเห็นก็ไม่คมเหมือนเดิม
ต้อกระจกก็คล้ายกันครับ
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ของข้างหน้าเรา
แต่ “เลนส์ที่แสงต้องผ่าน” เริ่มไม่ใสเหมือนเดิม อาการภาพมัวหรือขุ่นเป็นหนึ่งในอาการหลักของต้อกระจกครับ
2️⃣ ขับรถกลางคืนแล้วไฟหน้ารถ “ฟุ้ง” จนเริ่มรำคาญตา
ข้อนี้บางคนจะสังเกตเจอก่อนภาพมัวตอนกลางวันเสียอีกครับ
กลางวันยังใช้ชีวิตได้
แต่พอตกค่ำเริ่มรู้สึกว่า
ไฟรถสวนมาฟุ้งมาก
ไฟถนนมีวงกระจายรอบ ๆ
เห็นแสงเป็นแฉก
หรือรู้สึกแสบตากับไฟที่เมื่อก่อนไม่ได้รบกวนขนาดนี้
เพราะเมื่อเลนส์ตาขุ่น แสงที่เข้าตาไม่ได้ผ่านตรง ๆ เหมือนเดิม แต่กระจายมากขึ้นครับ
เลยเกิดอาการ Glare และ Halo
ถ้าแปลเป็นภาษาง่าย ๆ
Glare = แสงจ้ารบกวนตามากกว่าปกติ
Halo = เห็นวงหรือแสงฟุ้งรอบดวงไฟ
ต้อกระจกทำให้ทั้งอาการแพ้แสง ไฟฟุ้ง และการมองกลางคืนแย่ลงได้ จึงกระทบการขับรถกลางคืนชัดเจนในบางคนครับ
ถ้าเมื่อก่อนขับกลางคืนสบาย
แต่ปีนี้เริ่มกลัวรถสวน
อย่าเพิ่งคิดว่า
“คงแค่สายตายาวขึ้น”
ควรตรวจตาครับ
3️⃣ สีที่เคยสด เริ่มดูหม่นหรือออกเหลืองขึ้น
อันนี้เป็นอาการที่คนมักไม่รู้ตัวครับ
เพราะต้อกระจกมักค่อย ๆ เปลี่ยนทีละนิด
ไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน
สีขาวอาจดูไม่ขาวเท่าเดิม
สีฟ้าไม่สด
รูปในโทรศัพท์เหมือนหม่นลง
หรือรู้สึกว่าต้องเพิ่มความสว่างหน้าจอบ่อยขึ้น
ใน National Eye Institute ระบุว่า สีที่ดูซีดหรือจางลง เป็นอาการหนึ่งที่พบได้เมื่อต้อกระจกมากขึ้นครับ
สิ่งที่น่าสนใจคือบางคนเพิ่งรู้ว่าตัวเองมองสีผิดไปมากแค่ไหน หลังรักษาต้อกระจกแล้วครับ
ถึงตอนนั้นจึงรู้สึกว่า
“อ้าว โลกจริง ๆ มันสว่างขนาดนี้เลยเหรอ”
เพราะสมองเราปรับตัวกับภาพที่ค่อย ๆ หม่นลงจนรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
4️⃣ เปลี่ยนแว่นบ่อยขึ้น แต่ไม่นานก็กลับมามัวอีก
ช่วงหนึ่งของต้อกระจก ค่าสายตาสามารถเปลี่ยนได้ครับ
บางคนช่วงนี้รู้สึกว่า
แว่นเดิมไม่ชัด
ไปตัดใหม่แล้วดีขึ้น
ผ่านไปไม่นานกลับไม่ชัดอีก
บางรายค่าสายตาสั้นเปลี่ยนจนรู้สึกว่าอ่านใกล้กลับชัดขึ้นชั่วคราวก็มี
ตรงนี้อย่าเพิ่งดีใจว่า
“สายตากลับมาดีเองแล้ว”
เพราะการเปลี่ยนแปลงของเลนส์จากต้อกระจกสามารถทำให้ค่าสายตาเปลี่ยนตามไปด้วยครับ ต้อกระจกอาจทำให้ทั้งภาพมัว เห็นซ้อน และต้องเปลี่ยนค่าสายตาบ่อยขึ้นได้
ถ้าเปลี่ยนแว่นบ่อยผิดจากเดิม โดยเฉพาะวัย 50+
ตรวจเลนส์ตาด้วยครับ
ไม่ใช่ตัดแว่นใหม่วนไปอย่างเดียว
5️⃣ ต้องใช้ไฟสว่างขึ้นเรื่อย ๆ ถึงจะอ่านหรือทำงานได้
เมื่อเลนส์ตาเริ่มขุ่น แสงเข้าไปสร้างภาพได้ไม่ดีเหมือนเดิมครับ
บางคนจึงเริ่มรู้สึกว่า
ร้านอาหารมืด ๆ อ่านเมนูลำบาก
อ่านหนังสือต้องเปิดไฟเพิ่ม
ทำงานฝีมือในแสงน้อยไม่ได้
หรือมองของในบ้านช่วงเย็นแล้วรู้สึกว่ามืดกว่าคนอื่น
ต้อกระจกทำให้การมองในที่แสงน้อยและการมองกลางคืนแย่ลงได้ครับ
ปัญหาคือเราอาจแก้ด้วยการเปิดไฟเพิ่มไปเรื่อย ๆ
วันนี้หนึ่งดวง
ปีหน้าสองดวง
แล้วก็บอกว่า
“บ้านนี้หลอดไฟไม่สว่างเลย”
ทั้งที่บางทีหลอดไฟไม่ได้มีปัญหาครับ
เลนส์ตาเราต่างหากที่เริ่มขุ่น
แล้วใครบ้างที่ต้อกระจกมาได้เร็วขึ้น?
อายุเป็นปัจจัยสำคัญครับ แต่ไม่ใช่เรื่องเดียว
ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงได้ เช่น
• เบาหวาน โดยเฉพาะถ้าน้ำตาลสูงเรื้อรัง
• สูบบุหรี่
• โดนแสงแดดหรือรังสี UV สะสมมาก
• เคยได้รับบาดเจ็บหรือผ่าตัดดวงตา
• ใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์เป็นเวลานานในบางคน
• มีประวัติต้อกระจกในครอบครัว
ดังนั้นถ้าอายุยังไม่มากมาก แต่เริ่มมีอาการชัด โดยเฉพาะคนที่มีเบาหวาน ก็ไม่ควรรอว่า
“ต้องแก่กว่านี้ก่อนถึงจะเป็นต้อกระจก”
ต้อกระจกเกิดได้ก่อนครับ
ถ้าสงสัยต้อกระจก ต้องรีบผ่าตัดเลยไหม?
ไม่จำเป็นทุกคนครับ
ถ้าต้อกระจกยังไม่มากและยังใช้ชีวิตได้ดี
เปลี่ยนแว่น
เพิ่มแสงเวลาทำงาน
ลดการขับรถกลางคืนถ้ามองไม่ชัด
และติดตามกับจักษุแพทย์
อาจเพียงพอในช่วงแรกครับ
แต่ถ้าต้อกระจกเริ่มรบกวนชีวิต
อ่านหนังสือลำบาก
ขับรถไม่ปลอดภัย
ทำงานไม่ได้
มองหน้าคนไม่ชัด
หรือกิจกรรมที่เคยทำเริ่มทำไม่ได้
การรักษาที่แก้ต้อกระจกได้คือ การผ่าตัดนำเลนส์ที่ขุ่นออก แล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทน ครับ
ดังนั้นไม่ได้มีสูตรว่า
“ต้อกระจกต้องรอให้สุกก่อนค่อยผ่า”
สิ่งสำคัญคือมันกระทบการมองเห็นและชีวิตเรามากแค่ไหน แล้วประเมินร่วมกับจักษุแพทย์ครับ
แต่อาการแบบนี้ อย่าคิดว่าเป็นต้อกระจกแล้วรอดูเองนะครับ
ต้อกระจกมักค่อย ๆ เป็นครับ
ถ้าอยู่ดี ๆ มีอาการ
• เห็นจุดดำหรือหยากไย่เพิ่มขึ้นจำนวนมากทันที
• เห็นแสงแฟลชวาบ ๆ
• มีเงาดำเหมือนม่านบังสายตา
• การมองเห็นลดลงอย่างรวดเร็ว
• ปวดตารุนแรง ตาแดง คลื่นไส้ร่วมด้วย
แบบนี้ไม่ใช่ลักษณะที่ควรนั่งรอดูว่า
“ต้อกระจกคงมากขึ้น”
โดยเฉพาะ เห็นจุดดำเพิ่มฉับพลัน + แสงวาบ + เหมือนมีม่านบัง เป็นอาการเตือนของจอตาฉีกหรือจอตาหลุดลอกได้ ซึ่งควรได้รับการตรวจอย่างรวดเร็วครับ
วัย 50+ สายตาเปลี่ยนได้ครับ
แต่ไม่ใช่ทุกอย่างต้องจบด้วยคำว่า
“ก็แก่แล้ว”
ถ้าช่วงหลัง
ภาพเริ่มเหมือนมีหมอกบัง
ไฟรถกลางคืนฟุ้ง
สีดูหม่นลง
เปลี่ยนแว่นบ่อย
หรือรู้สึกว่าต้องใช้ไฟสว่างขึ้นเรื่อย ๆ
ลองตรวจตาครับ
เพราะต้อกระจกมักค่อย ๆ เกิดขึ้น จนบางคนชินกับภาพที่มัวลงทุกปีโดยไม่รู้ตัว
สิ่งที่ผมอยากให้จำคือ
ต้อกระจกไม่ได้ทำให้ตาบอดฉับพลันในคืนเดียว แต่ถ้าปล่อยจนการมองเห็นแย่ เราอาจเสียทั้งความมั่นใจในการเดิน การขับรถ และการใช้ชีวิตประจำวันไปทีละนิด
อายุเพิ่มขึ้นห้ามไม่ได้ครับ
แต่เราไม่จำเป็นต้องยอมรับทุกความมัวว่าเป็นเรื่องธรรมดาของวัย
มองไม่เหมือนเดิม
ตรวจให้รู้ว่าเกิดจากอะไรดีกว่าครับ
