- 22 ส.ค. 2569
ชัดเจนแล้ว "เร แม๊คโดแนลด์" เส้นเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น หลังโซเชียลตั้งข้อสงสัยเกี่ยวข้องกับวัคซีนโควิด-19 ล่าสุดหมอม็อดและ อ.เจษฎา ออกมาไขข้อเท็จจริง
จากกรณีข่าวเศร้าการเสียชีวิตของ "เร แม๊คโดแนลด์" นักแสดงและพิธีกรชื่อดัง ซึ่งเสียชีวิตที่บ้านพัก ก่อนมีการเปิดเผยผลตรวจพบภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบถึง 3 เส้น จนเกิดการพูดถึงบนโลกออนไลน์ และมีบางส่วนตั้งข้อสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการได้รับวัคซีนโควิด-19 หรือไม่นั้น
ด้าน "หมอม็อด" แพทย์ชื่อดัง เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า ออกมาโพสต์ชี้แจงประเด็นดังกล่าว ระบุว่า “เส้นเลือดหัวใจตีบ 3 เส้นของคุณเร แมคโดนัลด์ ไม่ได้เกิดจากวัคซีน อย่าเอาการเสียชีวิตของคนอื่นมาโยงมั่วๆ เพื่อสร้าง Engagement แล้วจบด้วยการขายอาหารเสริม”
ขณะที่ล่าสุด อ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ก็ออกมาโพสต์ #FactCheck ในประเด็นเดียวกัน โดยระบุว่า “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ไม่ได้เกี่ยวกับการฉีดวัคซีน (โควิด-19)” พร้อมเตือนให้ระมัดระวังการนำกรณีการเสียชีวิตไปเชื่อมโยงกับวัคซีนโดยไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ
อ.เจษฎา ระบุว่า ช่วงที่ผ่านมาเริ่มมีการนำกรณีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ รวมถึงกรณีของ “เร แม๊คโดแนลด์” ไปเชื่อมโยงกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 บางรายเกิดจากความกังวลด้านสุขภาพ ขณะที่บางกลุ่มนำประเด็นดังกล่าวไปสร้างความหวาดกลัวและต่อยอดไปสู่การขายอาหารเสริมหรือคอร์สที่อ้างว่าสามารถ “ล้างพิษวัคซีน” ได้
ทั้งนี้ อ.เจษฎาอธิบายว่า โรคหลอดเลือดหัวใจตีบมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ และไม่มีข้อมูลที่ระบุว่าการฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบโดยตรง
อย่างไรก็ตาม วัคซีนโควิด-19 บางชนิดมีรายงานเกี่ยวกับภาวะผิดปกติของหลอดเลือดและหัวใจบางประเภท แต่เป็นคนละภาวะกับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เช่น ภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำ หรือ VITT ซึ่งเคยพบในผู้ได้รับวัคซีนบางชนิดที่ใช้ไวรัสเป็นตัวนำส่งโปรตีนหนาม เช่น AstraZeneca และ Johnson & Johnson โดยพบในอัตราที่น้อยมาก
นอกจากนี้ ยังมีรายงานภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือ myocarditis และเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ หรือ pericarditis ในผู้ได้รับวัคซีนกลุ่ม mRNA เช่น Pfizer และ Moderna โดยพบมากกว่าในคนอายุน้อยและเพศชาย ทั้งสองภาวะดังกล่าวเป็นคนละโรคกับภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ
สำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน เกิดจากหลอดเลือดแดงคอโรนารีที่นำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการสะสมของคราบไขมัน หินปูน และสารต่างๆ ตามผนังหลอดเลือด ทำให้ช่องทางภายในหลอดเลือดค่อยๆ แคบลง ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจลดลง และหากอุดตันรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้
ปัจจัยเสี่ยงแบ่งเป็นทั้งสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เช่น อายุ พันธุกรรม และเพศ รวมถึงปัจจัยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะ LDL เบาหวาน การไม่ออกกำลังกาย และภาวะอ้วน
ในระยะเริ่มต้นผู้ป่วยอาจไม่มีอาการ แต่เมื่อหลอดเลือดตีบมากขึ้น อาจมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก โดยเฉพาะขณะออกแรง และอาจร้าวไปยังคาง ไหล่ หลัง หรือแขนซ้าย รวมถึงมีอาการหอบเหนื่อย เหงื่อออกมาก ใจสั่น หรือหมดสติได้
หากมีอาการเจ็บหน้าอกขณะพัก หรืออาการต่อเนื่องนานกว่า 20 นาที ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
แนวทางรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมีทั้งการใช้ยา การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด หรือ PCI และการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ หรือบายพาส โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีรักษาตามความรุนแรงและลักษณะของโรคในแต่ละราย
ด้านการดูแลสุขภาพ ควรรับประทานยาตามแพทย์สั่ง ควบคุมความดัน ไขมัน และระดับน้ำตาล ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ งดสูบบุหรี่ ลดอาหารไขมันสูงและเค็มจัด รวมถึงพักผ่อนให้เพียงพอ
จากกรณีดังกล่าว แพทย์และนักวิชาการจึงเน้นย้ำว่า ไม่ควรนำภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบของ “เร แม๊คโดแนลด์” ไปสรุปหรือเชื่อมโยงว่าเกิดจากวัคซีนโควิด-19 โดยไม่มีหลักฐานรองรับ พร้อมเตือนให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลสุขภาพจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และระวังการใช้ความสูญเสียของผู้อื่นมาสร้างความหวาดกลัวเพื่อประโยชน์ทางการค้า
ข้อมูลจาก โรงพยาบาลกรุงเทพ
ขอบคุณ Jessada Denduangboripant
