- 02 ก.ย. 2569
ไข้เรื้อรัง ผื่นขึ้น ต่อมน้ำเหลืองโต! สังเกตสัญญาณเตือนโรค HIV รู้ทันช่องทางติด เชื้อไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ตรวจเร็วรักษาทัน
โรค HIV (Human Immunodeficiency Virus) คือเชื้อไวรัสที่เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงจนไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคหรือโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา เชื้อจะพัฒนาไปสู่ระยะสุดท้ายที่เรียกว่า โรคเอดส์ (AIDS) อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อ HIV ในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องพัฒนาไปเป็นโรคเอดส์เสมอไป หากได้รับการตรวจพบเร็วและกินยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ จนสามารถกดปริมาณไวรัสให้ต่ำมากจนส่งผลให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงใกล้เคียงกับคนทั่วไป
สำหรับ ช่องทางการติดต่อ ของเชื้อ HIV นั้น เกิดขึ้นได้จาก 3 ทางหลักเท่านั้น ได้แก่
1. การมีเพศสัมพันธ์ โดยไม่ได้ป้องกัน (ไม่ใส่ถุงยางอนามัย) กับผู้ที่มีเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก
2. การได้รับเลือดหรือสารคัดหลั่ง เช่น การใช้เข็มฉีดยาหรืออุปกรณ์เสพติดร่วมกัน หรืออุบัติเหตุจากเข็มตำในบุคลากรทางการแพทย์ และ
3. การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก ทั้งระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอด หรือการให้นมบุตร ทั้งนี้ เชื้อ HIV ไม่สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสภายนอก การกอด การจับมือ การใช้ภาชนะร่วมกัน การใช้ห้องน้ำ หรือการยุงกัดได้แต่อย่างใด
ในส่วนของ วิธีป้องกัน สามารถทำได้หลายวิธี โดยหลักสำคัญคือ การสวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง ที่มีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังมีตัวช่วยทางยา เช่น ยา เพร็พ (PrEP) ซึ่งเป็นยาที่รับประทานก่อนการสัมผัสเชื้อ เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง และ ยา เพ็ป (PEP) ยาต้านไวรัสฉุกเฉินที่ต้องรับประทานภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีความเสี่ยง รวมถึงการหลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ที่สำคัญที่สุดคือหลักการ U=U (Undetectable = Untransmittable) หรือ "ตรวจไม่พบ = ไม่ถ่ายทอด" หมายความว่าผู้ติดเชื้อที่กินยาต้านไวรัสจนกดเชื้อในเลือดได้ต่ำมากจนตรวจไม่พบ จะไม่สามารถส่งต่อเชื้อ HIV ให้ผู้อื่นผ่านทางเพศสัมพันธ์ได้เลย
อาการเตือนที่ควรเข้ารับการตรวจเชื้อ HIV
การสังเกตอาการเบื้องต้นเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากในระยะแรกเริ่ม (ประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังสัมผัสเชื้อ) ผู้ติดเชื้อประมาณ 50-90% จะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว มีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย ปวดหัว และมีตับหรือต่อมน้ำเหลืองโต โดยอาการเหล่านี้มักจะหายไปเองภายในไม่กี่สัปดาห์ หลังจากนั้นจะเข้าสู่ระยะสงบที่ไม่มีอาการใดๆ แสดงออกเลยเป็นเวลานานหลายปี ดังนั้น หากคุณมีความเสี่ยง เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน หรือใช้เข็มฉีดยารร่วมกับผู้อื่น แล้วมีอาการไข้เรื้อรัง น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ท้องเสียเรื้อรัง มีเชื้อราในปาก หรือมีเหงื่อออกมากในตอนกลางคืน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อ HIV ทันที เพราะการตรวจพบเร็วและเริ่มรักษาเร็ว จะช่วยรักษาภูมิคุ้มกันและส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวมากที่สุด
