HIV ยังน่าห่วง คาดผู้ติดเชื้อใหม่ปี 69 ระวังมีเชื้อแต่ไม่มีอาการ

HIV ไทยยังน่าห่วง หมอโอ๊คเปิดตัวเลข คาดปี 69 ผู้ติดเชื้อรายใหม่เกือบ 8 พันคน ย้ำ "ไม่มีอาการ" ไม่ได้แปลว่าไม่มีเชื้อ

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก "หมอโอ๊ค DoctorSixpack" ออกมาเผยข้อมูลสถานการณ์ HIV ในประเทศไทย พร้อมเตือนประชาชนอย่าชะล่าใจ แม้ผู้ติดเชื้อรายใหม่จะมีแนวโน้มลดลง แต่ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง
 

โดยข้อมูลจากกรมควบคุมโรคระบุว่า แบบจำลองปี 2569 คาดว่าจะมีผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ประมาณ 7,991 ราย และมีผู้ติดเชื้อ HIV ที่ยังมีชีวิตอยู่ประมาณ 557,993 ราย ขณะที่ข้อมูลจากระบบบริการสุขภาพในปี 2568 พบผู้ติดเชื้อที่ยังมีชีวิตและรู้สถานะของตัวเองประมาณ 5.5 แสนคน แต่แบบจำลองประเมินว่าอาจมีผู้ติดเชื้อจริงสูงถึงราว 6.1 แสนคน

HIV ยังน่าห่วง คาดผู้ติดเชื้อใหม่ปี 69 ระวังมีเชื้อแต่ไม่มีอาการ

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งที่อาจติดเชื้อแต่ ไม่รู้สถานะของตัวเอง เนื่องจาก HIV ในระยะแรกอาจไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยคล้ายไข้หวัด ทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้โดยไม่รู้ว่ามีเชื้อ

สำหรับ HIV เป็นไวรัสที่เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเซลล์ CD4 หากไม่ได้รับการรักษาเป็นเวลานาน ภูมิคุ้มกันอาจลดลงจนเข้าสู่ระยะ AIDS หรือเอดส์ได้ อย่างไรก็ตาม การติด HIV ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น AIDS ทันที

ปัจจุบัน หากตรวจพบเร็วและรับยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง สามารถกดปริมาณไวรัสให้อยู่ในระดับต่ำมาก รักษาภูมิคุ้มกัน และใช้ชีวิตได้ตามปกติ ที่สำคัญ หากรักษาจนไวรัสอยู่ในระดับตรวจไม่พบอย่างต่อเนื่องตามเกณฑ์ทางการแพทย์ จะไม่ถ่ายทอด HIV ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ หรือที่เรียกว่า U=U (Undetectable = Untransmittable)

ด้านช่องทางการติดเชื้อ HIV ส่วนใหญ่เกิดจากการที่สารคัดหลั่งที่มีเชื้อเข้าสู่ร่างกาย เช่น เลือด น้ำอสุจิ และสารคัดหลั่งจากช่องคลอดหรือทวารหนัก โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน รวมถึงการใช้เข็มหรืออุปกรณ์ที่ปนเปื้อนเลือดร่วมกัน และการถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกหากไม่ได้รับการป้องกันและรักษาที่เหมาะสม

ข้อมูลการวินิจฉัย HIV ปี 2568 ของกรมควบคุมโรคระบุว่า 96.4% มีช่องทางการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน

ขณะเดียวกัน HIV ไม่ได้ติดต่อจากการกอด จับมือ กินข้าวร่วมโต๊ะ ใช้ห้องน้ำหรือแก้วน้ำร่วมกัน ไอจาม ว่ายน้ำ หรือยุงกัด ดังนั้นจึงไม่ควรรังเกียจหรือเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อ

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน โดยข้อมูลกรมควบคุมโรคพบว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ประมาณ 8,124 ราย และราว 48% เป็นเยาวชนอายุ 15–24 ปี ขณะที่การสำรวจพบว่าเยาวชนที่เคยมีเพศสัมพันธ์ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเพียงประมาณ 43%

สำหรับการป้องกัน สามารถใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ หากมีความเสี่ยงต่อเนื่องสามารถปรึกษาแพทย์เรื่อง PrEP ซึ่งเป็นยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ ส่วนผู้ที่เพิ่งมีเหตุเสี่ยง เช่น ถุงยางแตก หรือสัมผัสเลือดที่อาจมีเชื้อ สามารถเข้ารับการประเมิน PEP ได้ โดยควรเริ่มให้เร็วที่สุดและไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัสความเสี่ยง

นอกจากนี้ หากเคยมีความเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจ HIV โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการ เพราะ “ไม่มีอาการ” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มี HIV”

ทั้งนี้ ข้อมูลที่เพจนำมาเผยแพร่อ้างอิงจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, HIV Info Hub และ National AIDS Program

ขอบคุณ หมอโอ๊ค DoctorSixpack