- 21 ต.ค. 2569
“หมอเจด” เตือน 5 สัญญาณเสี่ยงเส้นเลือดตีบ แม้เดินได้ปกติ ไม่เจ็บหน้าอกก็อย่าชะล่าใจ เช็กอาการเตือน พร้อมเผย 4 ค่าตรวจสุขภาพที่ควรรู้ก่อนสายเกินไป
"หมอเจด" นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่า
ก่อนเส้นเลือดตีบ ตัน ร่างกายเตือนอะไรบ้างมาดู!
ผมอยากถามอะไรสักอย่างครับ
ถ้าวันนี้ยังเดินได้ปกติ
ไม่เจ็บหน้าอก ไม่เหนื่อยง่าย
ไม่มีอาการชา หรือปวดน่องเลย
แบบนี้แปลว่าเส้นเลือดเรายังดีอยู่
ไม่มีไขมันเกาะแน่นอนใช่ไหม?
จริง ๆ แล้วไม่เสมอไปครับ!
เพราะคราบไขมันอาจสะสมในผนังหลอดเลือด
มานานหลายปี โดยที่เราไม่รู้สึกผิดปกติ
บางคนมารู้ตัวอีกทีตอนหลอดเลือดตีบมาก
หรือเกิดลิ่มเลือดอุดตันเฉียบพลันแล้ว
แต่ก็มีอาการบางอย่างที่เป็นเบาะแสได้
และถ้ายังไม่มีอาการ เราก็สามารถ
ประเมินความเสี่ยงได้ตั้งแต่วันนี้ครับ
วันนี้ผมจะพาเช็ก 5 สัญญาณ
พร้อมดูว่าควรตรวจค่าอะไรบ้าง
ถึงจะรู้ว่าหลอดเลือดกำลังเสี่ยง!
1️⃣ เดินเร็วหรือขึ้นบันไดแล้วแน่นหน้าอก
บางคนเดินช้า ๆ ก็ปกติดี
แต่พอเดินเร็ว ขึ้นบันได หรือยกของหนัก
กลับรู้สึกแน่น อึดอัดบริเวณหน้าอก
พอหยุดพัก อาการก็ค่อย ๆ ดีขึ้น
อาการลักษณะนี้อาจเกี่ยวข้องกับ
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบครับ
เพราะเวลาออกแรง หัวใจต้องการเลือด
และออกซิเจนมากขึ้น แต่หลอดเลือดที่ตีบ
อาจส่งเลือดไปเลี้ยงได้ไม่เพียงพอ
ถ้าแน่นหน้าอกเวลาออกแรงซ้ำ ๆ
ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
ไม่ใช่รอจนเจ็บหนักก่อนครับ
และถ้าแน่นหน้าอกขณะพัก
เจ็บรุนแรงหรือไม่ทุเลา
โดยเฉพาะร่วมกับหอบหรือเหงื่อแตก
ให้โทร 1669 ทันทีครับ
.
2️⃣ เดินแล้วปวดน่อง พอพักกลับหาย
ข้อนี้หลายคนอาจไม่ทันสังเกตครับ
บางคนเดินได้ประมาณ 200–300 เมตร
ก็เริ่มปวดหรือตึงบริเวณน่อง
พอหยุดพักไม่กี่นาที
อาการกลับค่อย ๆ หายไป
แต่พอเดินต่อก็กลับมาปวดอีก!
อาการแบบนี้อาจเป็นโรคหลอดเลือดแดง
ส่วนปลายตีบ หรือ PAD ครับ
เพราะขณะเดิน กล้ามเนื้อขาต้องการเลือด
มากขึ้น แต่หลอดเลือดที่ตีบอาจส่งเลือด
ไปเลี้ยงได้ไม่เพียงพอ
ถ้าเดินได้ระยะใกล้เคียงเดิม
แล้วปวดน่องซ้ำ ๆ ควรตรวจครับ
แพทย์อาจตรวจชีพจรบริเวณเท้า
และวัดค่า ABI เพื่อช่วยประเมิน
การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงขา
.
3️⃣ เหนื่อยง่ายขึ้น ทั้งที่ทำกิจกรรมเท่าเดิม
เมื่อก่อนเดินขึ้นบันไดสองชั้นสบาย ๆ
แต่ช่วงนี้ขึ้นแค่ชั้นเดียวก็เหนื่อย
ต้องหยุดพักบ่อยกว่าเมื่อก่อน
บางคนไม่มีอาการเจ็บหน้าอกเลย
แต่กลับเหนื่อยง่ายผิดปกติ
โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนที่เป็นเบาหวาน
หรือผู้หญิงบางราย อาการของโรคหัวใจ
อาจไม่ชัดเจนเหมือนที่เราคุ้นเคยครับ
แต่ต้องบอกด้วยว่าอาการเหนื่อย
อาจเกิดจากโรคปอด โลหิตจาง
หรือปัญหาสุขภาพอื่นได้เช่นกัน
ถ้าเหนื่อยง่ายขึ้นชัดเจน
ทั้งที่กิจกรรมไม่ได้เปลี่ยน
อย่าเพิ่งโทษว่าเป็นเพราะอายุครับ
.
4️⃣ ตามัวข้างเดียว หรือพูดไม่ชัดแล้วหายเอง
ข้อนี้ผมอยากให้จำไว้เลยครับ
บางคนอยู่ดี ๆ ก็มองไม่เห็นข้างหนึ่ง
เหมือนมีม่านมาบังสายตาชั่วคราว
หรือจู่ ๆ พูดไม่ชัด
แขนขาข้างหนึ่งอ่อนแรง
แต่ผ่านไปไม่กี่นาทีก็กลับมาปกติ
หลายคนเห็นว่าอาการหายแล้ว
ก็คิดว่าคงไม่มีอะไร
แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็นภาวะ
สมองขาดเลือดชั่วคราว หรือ TIA
เกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองหรือจอประสาทตา
ไม่เพียงพอชั่วคราว ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับ
หลอดเลือดตีบหรือลิ่มเลือดครับ
ถึงอาการจะหายเอง ก็ต้องไปฉุกเฉินทันที
เพราะ TIA อาจเป็นสัญญาณเตือน
ก่อนเกิดโรคหลอดเลือดสมองที่รุนแรงได้
อย่ารอให้กลับมาเป็นซ้ำครับ
.
5️⃣ ไม่มีอาการอะไรเลย แต่ค่าความเสี่ยงสูงมานาน!
ข้อนี้แหละครับที่ผมอยากให้ระวัง
บางคนไม่มีอาการทั้ง 4 ข้อที่ผ่านมา
เดินได้ปกติ ออกกำลังกายก็ไหว
ไม่เจ็บหน้าอกหรือปวดน่อง
แต่ตรวจสุขภาพกลับพบว่า
LDL สูงมาก
ความดันสูงเรื้อรัง
น้ำตาลสะสมเกินเกณฑ์
หรือสูบบุหรี่มานานหลายปี
ปัจจัยเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการเกิด
และการสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือด
แม้ยังไม่มีอาการให้รู้สึกก็ตามครับ
เพราะฉะนั้น อย่ารอให้เจ็บหน้าอก
หรือเดินแล้วปวดน่องก่อน
ถึงค่อยเริ่มดูแลหลอดเลือด
ยิ่งตรวจพบความเสี่ยงเร็ว
ก็ยิ่งมีโอกาสจัดการได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ครับ
.
ไม่มีอาการ แล้วจะตรวจยังไงว่าหลอดเลือดเสี่ยง?
เรื่องนี้สำคัญมากครับ
เพราะการตรวจเลือดบางอย่าง
ไม่ได้บอกว่าเส้นเลือดตีบกี่เปอร์เซ็นต์
แต่ช่วยบอกว่าเรามีความเสี่ยงมากแค่ไหน
ผมอยากให้ลองดู 4 เรื่องนี้ครับ
• ตรวจไขมัน โดยเฉพาะ LDL, ApoB และ Lp(a)
LDL เป็นค่าพื้นฐานที่สำคัญ ส่วน ApoB
และ Lp(a) อาจช่วยประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติม
ในคนที่มีข้อบ่งชี้ โดยเฉพาะผู้มีประวัติครอบครัว
• วัดความดันและตรวจ HbA1c
ความดันสูงและเบาหวานที่ควบคุมไม่ดี
เพิ่มความเสี่ยงหลอดเลือดตีบในระยะยาว
แม้ยังไม่มีอาการผิดปกติครับ
• ประเมินความเสี่ยงหัวใจและหลอดเลือดโดยรวม
ต้องดูอายุ เพศ ความดัน ไขมัน เบาหวาน
ประวัติสูบบุหรี่ และประวัติครอบครัวร่วมกัน
ไม่ใช่ใช้ค่าเลือดตัวเดียวตัดสิน
• ตรวจหลอดเลือดเฉพาะทางเมื่อมีข้อบ่งชี้
เช่น CAC Score ช่วยประเมินคราบหินปูน
ในหลอดเลือดหัวใจของคนบางกลุ่ม
หรือ ABI เมื่อสงสัยหลอดเลือดแดงขาตีบ
จำไว้นะครับ ค่าเลือดช่วยบอกความเสี่ยง
แต่ไม่ได้บอกเปอร์เซ็นต์การตีบโดยตรง
และไม่จำเป็นต้องตรวจ CT หลอดเลือด
หรือทำการตรวจทุกอย่างพร้อมกัน
หากยังไม่มีข้อบ่งชี้ครับ
.
อยากดูแลหลอดเลือด เริ่มจาก 4 เรื่องนี้!
• ลด LDL ให้เหมาะกับความเสี่ยง
ลดไขมันอิ่มตัว เพิ่มใยอาหาร
เลือกอาหารที่มี Plant sterols
และใช้ยาตามข้อบ่งชี้ของแพทย์
• คุมความดันและน้ำตาลให้ดี
อย่าปล่อยให้สูงเรื้อรัง
แม้จะยังรู้สึกแข็งแรงตามปกติ
• ออกกำลังกายและเลิกบุหรี่
เดินหรือขยับร่างกายสม่ำเสมอ
พร้อมเลิกบุหรี่เพื่อลดความเสี่ยงหลอดเลือด
• รู้ประวัติสุขภาพของครอบครัว
โดยเฉพาะพ่อแม่หรือพี่น้อง
ที่เป็นโรคหัวใจหรือ Stroke ตั้งแต่อายุน้อย
สุดท้ายผมอยากฝากไว้ครับ
หลอดเลือดตีบไม่ได้ส่งสัญญาณเตือน
ให้เรารู้ตัวตั้งแต่เริ่มเป็นทุกคน
บางคนเริ่มจากแน่นหน้าอกเวลาเดิน
บางคนเดินแล้วปวดน่อง
บางคนมีอาการคล้าย TIA
และบางคนก็ไม่มีอาการเลยด้วยซ้ำ
ที่สำคัญ คราบไขมันบางชนิดอาจแตก
จนเกิดลิ่มเลือดอุดตันเฉียบพลันได้
แม้ก่อนหน้านั้นจะไม่มีอาการชัดเจนครับ
เพราะฉะนั้น อยากรู้ว่าหลอดเลือดเสี่ยงไหม
อย่าดูแค่อาการ แต่ต้องดูตัวเลข
และประวัติสุขภาพของตัวเองด้วย
ยิ่งเริ่มคุม LDL ความดัน น้ำตาล
และเลิกบุหรี่ได้เร็วเท่าไหร่
ก็ยิ่งช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
และหลอดเลือดสมองในระยะยาวครับ
อย่ารอให้เส้นเลือดตีบหนัก
จนร่างกายต้องส่งสัญญาณดัง ๆ
แล้วค่อยเริ่มดูแลตัวเองนะครับ
