- 12 ม.ค. 2569
หลายคนยืดกล้ามเนื้อทุกวัน แต่ยังปวดเมื่อยไม่หาย เพราะ “ยืดผิดช่วงเวลา” รู้หรือไม่ว่าเช้า กลางวัน หลังออกกำลังกาย และก่อนนอน ให้ผลกับร่างกายไม่เหมือนกัน
แม้หลายคนจะรู้ว่าการยืดกล้ามเนื้อเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพ แต่ยังมีไม่น้อยที่มองข้ามเรื่อง “ช่วงเวลา” ซึ่งแท้จริงแล้วมีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพของการยืด หากเลือกยืดให้เหมาะกับจังหวะของร่างกาย จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ลดอาการปวดเมื่อย และฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้ดีกว่าที่คิด
🔹 ยืดกล้ามเนื้อช่วงเช้า – ปลุกระบบร่างกายให้ตื่นตัว
หลังตื่นนอน กล้ามเนื้อและข้อต่อมักอยู่ในสภาพตึงตัวจากการไม่ขยับตัวตลอดคืน การยืดเบา ๆ ในช่วงเช้าจะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดและระบบประสาท ทำให้ร่างกายพร้อมเริ่มวันใหม่
คำแนะนำ:
ควรยืดแบบนุ่มนวล ไม่ฝืน เช่น การหมุนคอ ไหล่ หลัง และขา ค้างท่าประมาณ 10–15 วินาที
ผลลัพธ์ที่ได้:
ช่วยลดอาการปวดคอ บ่า หลัง และทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
🔹 ยืดก่อนออกกำลังกาย – ลดเสี่ยงบาดเจ็บ
ช่วงก่อนออกกำลังกาย เหมาะกับการยืดแบบเคลื่อนไหว (Dynamic Stretching) เพื่อเตรียมกล้ามเนื้อและข้อต่อให้พร้อมรับแรง
คำแนะนำ:
เลือกท่าที่มีการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง เช่น เหวี่ยงแขน หมุนสะโพก หรือยกเข่าสลับ
ผลลัพธ์ที่ได้:
ช่วยเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหว ลดการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ และทำให้ออกกำลังกายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
🔹 ยืดหลังออกกำลังกาย – ฟื้นฟูกล้ามเนื้อ
หลังออกกำลังกาย กล้ามเนื้อมีอุณหภูมิสูงและยืดได้ดีที่สุด เหมาะกับการยืดแบบค้างนิ่ง (Static Stretching)
คำแนะนำ:
ค้างท่าละ 20–30 วินาที พร้อมควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอ
ผลลัพธ์ที่ได้:
ช่วยลดอาการตึง ลดการปวดเมื่อย และเร่งการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ
🔹 ยืดก่อนนอน – ผ่อนคลายและช่วยให้นอนหลับดี
การยืดเบา ๆ ก่อนเข้านอนช่วยคลายความตึงเครียดจากการทำงานหรือการนั่งนานตลอดวัน
คำแนะนำ:
ใช้ท่าที่ช้าและผ่อนคลาย เช่น ท่าโยคะเบื้องต้น ใช้เวลาประมาณ 5–10 นาที
ผลลัพธ์ที่ได้:
ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ลดความเครียด และส่งเสริมการนอนหลับที่มีคุณภาพ
✅ สรุป
การยืดกล้ามเนื้อให้ถูกช่วงเวลา ไม่เพียงช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น แต่ยังช่วยป้องกันการบาดเจ็บ ฟื้นฟูร่างกาย และดูแลสุขภาพในระยะยาว หากทำอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายจะแข็งแรงและสมดุลมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แหล่งที่มาอ้างอิง
American College of Sports Medicine (ACSM)
Mayo Clinic
World Health Organization (WHO)






