- 19 ส.ค. 2569
ตื่นเช้าอย่าเพิ่งรีบดื่มกาแฟ! แพทย์เตือน 4 สิ่งที่ไม่ควรรีบทำหลังตื่นนอน โดยเฉพาะคนมีความดันสูง เลี่ยงก่อนค่าพุ่งไม่รู้ตัว
"หมอเจด" นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่า
สวัสดีครับ เช้านี้ตื่นมาแต่ละคนเลือกทำอะไรเป็นอย่างแรกบ้าง? คอมเมนต์บอกกันมาได้นะครับ
บางคนลืมตาปุ๊บคว้ามือถือ
บางคนเดินเข้าครัวไปหากาแฟ
บางคนรีบออกกำลังกายเพราะกลัวไม่มีเวลา
บางคนตื่นมาไม่ยอมฉี่แต่วัดความดันก่อน
แต่ช่วงเช้าเป็นเวลาที่ร่างกายกำลังเปลี่ยนจากโหมดหลับมาเป็นโหมดตื่นครับ ระบบประสาทที่ช่วยให้เราตื่นตัวเริ่มทำงานมากขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย และความดันก็มักขยับสูงขึ้นจากช่วงกลางคืนอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นถ้าเป็นคนที่มีความดันสูง ความดันตอนเช้าสูงอยู่แล้ว หรือกำลังพยายามวัดความดันให้ได้ค่าจริง ผมไม่อยากให้ตื่นมาแล้วรีบเติมตัวกระตุ้นหลายอย่างเข้าไปพร้อมกันครับ
โดยเฉพาะ 30 นาทีแรกหลังตื่น ลองระวัง 4 เรื่องนี้ก่อน
1️⃣ อย่าเพิ่งจัดกาแฟเข้มทันที โดยเฉพาะถ้ายังไม่ได้วัดความดัน
ผมไม่ได้จะบอกว่าคนเป็นความดันห้ามกินกาแฟนะครับ
แต่คาเฟอีนสามารถทำให้ชีพจรและความดันเพิ่มขึ้นชั่วคราวในบางคน โดยเฉพาะคนที่ไวต่อคาเฟอีน และถ้าเราดื่มกาแฟก่อนแล้วค่อยมาวัด ตัวเลขที่ได้ก็อาจสูงกว่าความดันตอนพักจริง ๆ
ถ้ามีรูทีนวัดความดันตอนเช้า ผมชอบลำดับแบบนี้มากกว่าครับ
ตื่น → เข้าห้องน้ำ → นั่งพัก → วัดความดัน → แล้วค่อยดื่มกาแฟ
เพราะแนวทางการวัดความดันที่บ้านแนะนำให้หลีกเลี่ยงคาเฟอีนอย่างน้อยประมาณ 30 นาทีก่อนวัดครับ
แต่ถ้าคุณไม่ได้วัดความดันทุกเช้า ก็ไม่ต้องจับเวลาเป๊ะว่าตื่นครบ 30 นาทีถึงแตะกาแฟได้ครับ ประเด็นคือถ้ามีความดันสูงอยู่แล้ว อย่าดื่มเข้มมากแล้วเอาตัวเลขหลังจากนั้นมาตกใจว่า “ทำไมวันนี้ความดันพุ่ง”
โดยเฉพาะคนที่ดื่มแล้วใจสั่น มือสั่น หรือวัดแล้วขึ้นชัด ควรยิ่งสังเกตตัวเองครับ
2️⃣ อย่าเพิ่งวัดความดันทั้งที่ยังปวดปัสสาวะและกำลังกลั้นอยู่
ข้อนี้หลายคนไม่รู้ครับ
ตื่นมาแล้วปวดปัสสาวะ แต่คิดว่า
“ขอวัดความดันก่อน จะได้เป็นค่าตอนเพิ่งตื่นจริง ๆ”
จริง ๆ ไม่จำเป็นครับ
กระเพาะปัสสาวะที่เต็มสามารถรบกวนค่าความดันได้ แนวทางการวัดความดันจึงแนะนำให้ เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยกลับมานั่งพักและวัด
ลองนึกภาพคนหนึ่งนอนมา 7–8 ชั่วโมง ปวดปัสสาวะจนตัวเกร็ง แต่ยังฝืนมานั่งรัดแขนวัดความดัน
ตัวเลขขึ้น
เจ้าตัวตกใจ
วัดอีกรอบทันที
เริ่มเครียด
ทีนี้ยิ่งสูงกว่าเดิมอีกครับ
ผมเลยไม่อยากให้ความหมายของคำว่า “วัดตอนเช้า” กลายเป็น
“ต้องวัดทันทีภายใน 30 วินาทีหลังลืมตา”
ไม่ใช่ครับ
เป้าหมายคือวัดตอนร่างกายอยู่ในภาวะพักและวัดด้วยวิธีที่สม่ำเสมอมากกว่า
เข้าห้องน้ำก่อน แล้วกลับมานั่งพักประมาณ 5 นาทีค่อยวัด แบบนี้ดีกว่าครับ
3️⃣ อย่าเพิ่งตื่นแล้วออกแรงหนักทันที โดยเฉพาะถ้าจะวัดความดันหลังจากนั้น
บางคนตื่นหกโมง แล้วหกโมงห้านาทีขึ้นลู่วิ่งเลยครับ
การออกกำลังกายตอนเช้า ไม่ได้เป็นเรื่องไม่ดี นะครับ ตรงกันข้าม การออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นส่วนสำคัญของการควบคุมความดันในระยะยาว
แต่ช่วงที่กำลังออกแรง หัวใจต้องสูบฉีดเลือดมากขึ้น ชีพจรกับความดันจึงเพิ่มขึ้นชั่วคราวได้ตามธรรมชาติ
ดังนั้นถ้าเพิ่งวิ่ง เพิ่งปั่นจักรยาน หรือยกเวทมา แล้วรีบมานั่งวัดความดันทันที ตัวเลขก็อาจสูงกว่าค่าตอนพักครับ แนวทางจึงแนะนำไม่ให้ออกกำลังกายในช่วงประมาณ 30 นาทีก่อนการวัดความดัน
ส่วนใครจะออกกำลังตอนเช้า ผมอยากให้เปลี่ยนจาก
“ตื่นแล้วซัดเลย”
เป็นค่อย ๆ เริ่มมากกว่า
ขยับแขนขา
เดินเบา ๆ
วอร์มร่างกาย
แล้วค่อยเพิ่มความหนักตามความเหมาะสม
โดยเฉพาะคนอายุมาก มีโรคหัวใจ หรือความดันยังคุมไม่ค่อยดี ไม่จำเป็นต้องลุกจากหมอนแล้ววิ่งแข่งกับนาฬิกาครับ
ร่างกายเพิ่งเปิดร้าน
ให้เขาเปิดไฟก่อนค่อยรับลูกค้าเยอะ ๆ ครับ
4️⃣ อย่าเพิ่งเปิดมือถือ แล้วให้เรื่องเครียดพุ่งใส่สมองตั้งแต่นาทีแรก
อันนี้ผมอยากให้แยกจากสามข้อแรกนิดหนึ่งครับ เพราะเราไม่มีสูตรว่า
“อ่านไลน์งาน 5 นาที ความดันจะขึ้นกี่มิลลิเมตรปรอท”
มันไม่ได้ตรงขนาดนั้น
แต่ความดันของเรามีการเปลี่ยนแปลงตามกิจกรรมและสภาวะของร่างกายตลอดวันอยู่แล้วครับ
และในชีวิตจริงหลายคนน่าจะเคยเจอภาพนี้
ตื่นมา
เปิดมือถือ
เจอข้อความงานด่วน
อีเมลมีปัญหา
ข่าวเครียด
เรื่องเงิน
เรื่องลูก
เรื่องลูกค้า
ยังไม่ได้ล้างหน้าเลย แต่หัวใจเข้าโหมดประชุม 9 โมงแล้ว
ถ้าเป็นคนที่รู้ตัวว่า อ่านอะไรเครียด ๆ แล้วใจเต้นแรง เกร็ง หรือรีบลุกรีบทำทันที ผมอยากให้เลื่อนสิ่งนี้ออกไปสักหน่อยครับ
ไม่ได้หมายความว่าต้องนั่งสมาธิ 30 นาทีทุกเช้า
แค่ช่วงแรกให้ร่างกายมีเวลาตื่น
เข้าห้องน้ำ
ล้างหน้า
ดื่มน้ำตามความกระหาย
ขยับตัวเบา ๆ
วัดความดันถ้าต้องติดตาม
แล้วค่อยเปิดงานครับ
ที่สำคัญ ถ้ากำลังวัดความดันอยู่ ไม่ควรคุยหรือเล่นโทรศัพท์ระหว่างวัด เพราะเราต้องการค่าขณะพักจริง ๆ
ถ้าจะวัดความดันตอนเช้า ผมชอบลำดับนี้ครับ
• ตื่นแล้วเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อน
• ยังไม่ดื่มกาแฟและยังไม่ออกกำลังกาย โดยเว้นประมาณ 30 นาทีก่อนการวัด
• นั่งพักเงียบ ๆ อย่างน้อยประมาณ 5 นาที หลังพิงเก้าอี้ เท้าวางพื้น ไม่ไขว่ห้าง
• พันผ้ารัดแขนให้พอดี และวางแขนอยู่ใกล้ระดับหัวใจ
• ระหว่างวัดไม่พูด ไม่ไถมือถือ
• วัดมากกว่าหนึ่งครั้งห่างกันเล็กน้อย แล้วดูแนวโน้มมากกว่าตกใจกับเลขครั้งเดียวครับ
ถ้ามียาความดันที่ต้องกินตอนเช้า อย่าเลื่อนหรือเปลี่ยนเวลายาเองเพื่อให้ตัวเลขดูดีขึ้นนะครับ ถ้ากำลังเก็บค่าความดันเพื่อนำไปประเมินเรื่องยา ควรวัดตามเวลาที่ผู้รักษาแนะนำให้สม่ำเสมอ
แล้วถ้าทำถูกหมด แต่ความดันตอนเช้ายังสูงทุกวันล่ะ?
อันนี้สำคัญกว่าสี่ข้อข้างบนครับ
เพราะถ้าวัดถูกวิธีแล้วความดันยังสูงซ้ำ ๆ หลายวัน อย่าโทษแค่กาแฟหรือมือถืออย่างเดียว
ความดันของเราเปลี่ยนได้ตามกิจกรรมตลอดวัน แต่ถ้าค่าสูงอย่างสม่ำเสมอจริง ๆ ต้องประเมินการควบคุมความดันโดยรวมและปัจจัยอื่นร่วมด้วยครับ
โดยเฉพาะถ้ามีกรนดัง มีคนทักว่าหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ตอนหลับ สะดุ้งเฮือก หรือง่วงมากผิดปกติกลางวัน ก็ควรนึกถึง ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ไว้ด้วย เพราะภาวะนี้สัมพันธ์กับความดันสูงและทำให้การควบคุมความดันยากขึ้นได้ครับ
ดังนั้นถ้าเช็กมาหลายวันแล้วตอนเช้าสูงตลอด เก็บตัวเลขไว้ครับ แล้วเอาแพตเทิร์นนั้นไปคุยตอนตรวจ
อย่าเพิ่มยาเอง
อย่าลดยาเอง
และไม่ต้องวัดทุก 5 นาทีจนจากเดิมความดันสูง กลายเป็นคนวัดก็เครียดตามไปด้วย
30 นาทีหลังตื่นไม่ได้เป็นช่วงที่ “ห้ามทำทุกอย่าง ไม่งั้นความดันพุ่ง” นะครับ แต่เป็นช่วงที่ร่างกายกำลังเปลี่ยนจากการนอนมาเป็นการตื่นอยู่แล้ว ถ้าเราอยากติดตามความดันตอนเช้าให้แม่น การลดตัวกระตุ้นก่อนวัดจึงมีประโยชน์
4 อย่างที่ผมอยากให้ระวังคือ อย่าเพิ่งดื่มกาแฟก่อนวัด อย่ากลั้นปัสสาวะแล้วรีบวัด อย่าออกแรงหนักก่อนวัด และอย่าเปิดวันด้วยเรื่องเครียดพร้อมกับวัดความดันไปด้วย
จำง่าย ๆ ครับ
ตื่น → เข้าห้องน้ำ → นั่งพัก → วัดให้เรียบร้อย → แล้วค่อยกาแฟ ค่อยออกกำลัง ค่อยเปิดงาน
แบบนี้อย่างน้อยเราจะได้ตัวเลขที่สะท้อนความดันตอนพักมากขึ้น ไม่ใช่ตัวเลขหลังจากปลุกหัวใจ ปลุกสมอง และปลุกทุกเรื่องในชีวิตขึ้นมาพร้อมกันครับ
และถ้าวัดถูกแล้วความดันตอนเช้ายังสูงซ้ำ ๆ แบบนั้นค่อยหาสาเหตุให้ชัด เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่เลขสูงครั้งเดียว แต่คือ แพตเทิร์นที่สูงต่อเนื่อง
