- 15 ส.ค. 2569
“หมอเจด” ไขข้อสงสัย LDL สูง กับไตรกลีเซอไรด์สูง ต่างกันอย่างไร ชี้แม้อยู่ในกลุ่มไขมันเหมือนกัน แต่ความเสี่ยงต่างกัน
LDL สูง VS ไตรกลีเซอไรด์สูง ต่างกันอย่างไร ตัวไหนเสี่ยงกว่ากัน?
หลายคนตรวจเลือดแล้วพบว่า “ไขมันสูง” มักเข้าใจว่าไขมันทุกชนิดมีความหมายเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้ว LDL และไตรกลีเซอไรด์ หรือ TG มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อสุขภาพในคนละด้าน
“หมอเจด” ให้ข้อมูลว่า หาก LDL สูง สิ่งที่ต้องระวังคือการสะสมของไขมันตามผนังหลอดเลือด ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคหลอดเลือดสมองในระยะยาว ส่วนไตรกลีเซอไรด์สูงมักเกี่ยวข้องกับภาวะพลังงานเกิน พุง น้ำตาลสูง ดื้ออินซูลิน และไขมันพอกตับ หากมีระดับสูงมาก ยังต้องระวังภาวะตับอ่อนอักเสบด้วย
LDL สูง เสี่ยงคราบไขมันในหลอดเลือด
LDL มักถูกเรียกว่า “ไขมันเลว” แต่แท้จริงแล้วร่างกายยังจำเป็นต้องใช้คอเลสเตอรอล เพียงแต่หากมี LDL สูงมากหรืออยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจทำให้คอเลสเตอรอลสะสมตามผนังหลอดเลือดและเกิดเป็นคราบไขมัน หรือ Atherosclerotic plaque
ในระยะแรกอาจไม่มีอาการผิดปกติ แต่เมื่อคราบไขมันสะสมมากขึ้น อาจเพิ่มความเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตาย และโรคหลอดเลือดสมอง
โดยเฉพาะผู้ที่มี LDL สูงมาก หรือมีระดับสูงมาตั้งแต่อายุน้อย ควรพิจารณาปัจจัยทางพันธุกรรมร่วมด้วย เช่น ภาวะไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรม
ทั้งนี้ การประเมินความเสี่ยงไม่ได้ดูเฉพาะตัวเลข LDL แต่ต้องพิจารณาร่วมกับอายุ ความดันโลหิต เบาหวาน การสูบบุหรี่ โรคไต ประวัติโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงประวัติครอบครัว
ไตรกลีเซอไรด์สูง มักสัมพันธ์กับพุง น้ำตาล และตับ
ไตรกลีเซอไรด์ หรือ TG เป็นรูปแบบหนึ่งของไขมันที่ร่างกายใช้เก็บพลังงาน หากได้รับพลังงานมากกว่าที่ร่างกายใช้ โดยเฉพาะจากน้ำหวาน ของหวาน แป้งในปริมาณมาก หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พลังงานส่วนเกินสามารถเปลี่ยนไปสะสมในรูปไตรกลีเซอไรด์ได้
ผู้ที่มี TG สูงจึงอาจพบปัญหาอื่นร่วมด้วย เช่น รอบเอวเพิ่มขึ้น น้ำตาลในเลือดสูง ภาวะดื้ออินซูลิน HDL ต่ำ และไขมันพอกตับ
ดังนั้น แม้ไม่ได้รับประทานอาหารมันจัด แต่หากรับประทานน้ำหวาน ขนม แป้ง หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ก็สามารถทำให้ TG สูงขึ้นได้
TG สูงแค่ไหนต้องระวัง?
หาก TG อยู่ที่ประมาณ 200-300 mg/dL จะต้องให้ความสำคัญกับภาวะเมตาบอลิกและความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่หากระดับเพิ่มขึ้นถึง 500 mg/dL หรือมากกว่า ควรประเมินและจัดการอย่างจริงจังมากขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงตับอ่อนอักเสบเพิ่มขึ้น และหากสูงถึงประมาณ 1,000 mg/dL หรือมากกว่า ความเสี่ยงดังกล่าวจะยิ่งชัดเจน
สาเหตุที่ทำให้ TG สูงมากอาจมาจากเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ การดื่มแอลกอฮอล์ น้ำหนักเกิน ภาวะไทรอยด์ต่ำ ยาบางชนิด หรือความผิดปกติทางพันธุกรรม
หากมีอาการปวดบริเวณลิ้นปี่อย่างรุนแรง ร้าวไปหลัง คลื่นไส้ หรืออาเจียน ควรรีบพบแพทย์ เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของภาวะตับอ่อนอักเสบ
ถ้า LDL และ TG สูงพร้อมกัน ต้องจัดการทั้งคู่
กรณีตรวจพบ LDL 160 mg/dL, TG 280 mg/dL และ HDL ต่ำ รวมถึงมีพุงหรือ HbA1c เริ่มสูง ไม่ควรเลือกจัดการเพียงค่าใดค่าหนึ่ง เพราะอาจมีทั้งความเสี่ยงจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด และปัญหาด้านเมตาบอลิกเกิดขึ้นพร้อมกัน
ในผู้ที่มี TG สูงมาก การคำนวณ LDL จากผลเลือดบางวิธีอาจมีความแม่นยำน้อยลง แพทย์จึงอาจพิจารณาค่าอื่นประกอบ เช่น non-HDL cholesterol หรือ ApoB ตามความเหมาะสม
อาหารที่ทำให้ LDL และ TG สูง แตกต่างกัน
สำหรับผู้ที่มี LDL สูง ควรให้ความสำคัญกับการลดไขมันอิ่มตัว เช่น เนื้อติดมัน หนังสัตว์ เนย เนื้อแปรรูป รวมถึงอาหารทอดและเบเกอรี่บางชนิด ขณะเดียวกันควรเพิ่มผัก ถั่ว ข้าวโอ๊ต และธัญพืชไม่ขัดสี
ส่วนผู้ที่มี TG สูง ควรเน้นลดน้ำหวาน ของหวาน แป้งและคาร์โบไฮเดรตส่วนเกิน รวมถึงลดหรือหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในผู้ที่มี TG สูงมาก พร้อมควบคุมน้ำตาลและน้ำหนักตัว
สรุป LDL สูง กับ TG สูง ต่างกันอย่างไร?
หาก LDL สูง สิ่งที่ต้องระวังเป็นหลักคือการสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือด ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองในระยะยาว
ขณะที่ TG สูงมักสัมพันธ์กับพลังงานส่วนเกิน พุง ภาวะดื้ออินซูลิน เบาหวาน และไขมันพอกตับ และหากมีระดับสูงมาก โดยเฉพาะตั้งแต่ 500-1,000 mg/dL ขึ้นไป ต้องระวังความเสี่ยงตับอ่อนอักเสบมากขึ้น
ดังนั้น การตรวจพบว่า “ไขมันสูง” ไม่ควรดูเพียงคอเลสเตอรอลรวม แต่ควรพิจารณาค่า LDL, TG, HDL รวมถึงระดับน้ำตาล รอบเอว และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ร่วมกัน เพื่อให้สามารถวางแผนดูแลสุขภาพได้ตรงจุดมากขึ้น
