- 14 ส.ค. 2569
ทำไมคนชอบวูบช่วงเช้า? "หมอเจด" เผยความจริง ร่างกายเปลี่ยนเกียร์ดันความดันพุ่ง-เกล็ดเลือดตื่นตัว แนะ 4 สเต็ปปรับพฤติกรรม ลดเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตัน!
"หมอเจด" นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่า
หลายคนอาจไม่รู้ครับว่า ช่วงเช้าเป็นช่วงที่ระบบหัวใจและหลอดเลือดกำลังเปลี่ยนเกียร์พร้อมกันหลายอย่าง
หลังเราตื่น ระบบประสาท sympathetic เริ่มทำงานมากขึ้น ความดันและชีพจรขยับขึ้น เกล็ดเลือดมีแนวโน้มถูกกระตุ้นมากขึ้น และระบบสลายลิ่มเลือดบางส่วนทำงานต่ำลงในช่วงเช้า จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เหตุการณ์อย่างหัวใจขาดเลือดหรือ Stroke มีรูปแบบเกิดช่วงเช้ามากกว่าบางช่วงของวันครับ
แต่ผมอยากให้เข้าใจแบบนี้ก่อนนะครับ
เราไม่ได้ตื่นมาแล้ว “เลือดกำลังจะจับตัวเป็นลิ่ม” ทุกคน
สิ่งที่สำคัญคือ อย่าไปเติมปัจจัยเสี่ยงให้ช่วงเช้าที่ร่างกายกำลังปรับตัวอยู่แล้ว โดยเฉพาะคนที่มีความดันสูง เบาหวาน ไขมันสูง สูบบุหรี่ เคย Stroke เคยมีลิ่มเลือด หรือช่วงนี้นั่งนาน ขยับน้อยมาก
ถ้าอยากเริ่มวันให้ระบบไหลเวียนทำงานดีขึ้น ลอง 4 ขั้นตอนนี้ครับ
1️⃣ ตื่นแล้วค่อย ๆ ลุก อย่าเด้งจากเตียงแล้วรีบวิ่งทันที
บางคนเสียงนาฬิกาปลุกดังปุ๊บ
เด้งขึ้นจากเตียง
วิ่งเข้าห้องน้ำ
รีบแต่งตัว
แล้วกาแฟตามทันที
หัวใจยังไม่ทันตั้งตัวเลยครับ
หลังนอนมาหลายชั่วโมง ร่างกายต้องปรับจากท่านอนมาเป็นท่ายืน ระบบประสาท หัวใจ และหลอดเลือดต้องช่วยกันรักษาความดันและการไหลเวียนเลือดให้สมดุล
ผมชอบให้ใช้ช่วงแรกสัก 1–2 นาที
ขยับข้อเท้า
งอ–เหยียดขา
พลิกตัว
ค่อย ๆ ลุกนั่ง
แล้วค่อยยืน
โดยเฉพาะคนอายุมาก กินยาความดันหลายตัว หรือเคยหน้ามืดเวลาเปลี่ยนท่า ยิ่งควรทำครับ
ไม่ได้ต้องนอนแช่อีกครึ่งชั่วโมงนะ
แค่ อย่าเปิดวันด้วยโหมดหนีเสือตั้งแต่วินาทีแรก
2️⃣ เติมน้ำหลังตื่น ชดเชยช่วงที่เราไม่ได้ดื่มมาหลายชั่วโมง
เรานอน 6–8 ชั่วโมงโดยไม่ได้ดื่มน้ำเลยครับ แถมระหว่างคืนยังเสียของเหลวจากการหายใจและปัสสาวะอีก
ถ้าตื่นมาแล้วร่างกายค่อนข้างขาดน้ำ เลือดจะมีความเข้มข้นขึ้นเล็กน้อย และในคนที่มีความเสี่ยงลิ่มเลือดอยู่แล้ว ภาวะขาดน้ำก็ไม่ใช่สิ่งที่อยากให้เกิดบ่อย ๆ
ดังนั้นหลังตื่น ลองจิบน้ำเปล่าก่อนประมาณหนึ่งแก้ว แล้วค่อยเริ่มกิจวัตรครับ การดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นหนึ่งในมาตรการพื้นฐานที่ใช้ลดปัจจัยเสี่ยงลิ่มเลือดในคนที่มีความเสี่ยงบางกลุ่มด้วย
แต่ถ้ามี หัวใจล้มเหลว ไตวาย หรือแพทย์จำกัดน้ำอยู่ ตรงนี้ต้องทำตามปริมาณที่ได้รับคำแนะนำครับ
อย่าเห็นคำว่า “ดื่มน้ำดี” แล้วจัดหนึ่งลิตรตอนตื่น
จากดูแลหลอดเลือด
กลายเป็นหมอไตโทรมาตามแทนครับ
3️⃣ ปลุกกล้ามเนื้อน่องให้ทำงาน อย่านั่งนิ่งต่ออีกหลายชั่วโมง
ข้อนี้ผมชอบมากครับ โดยเฉพาะคนที่ตื่นมาแล้วต้องนั่งรถหรือนั่งทำงานต่อทันที
กล้ามเนื้อน่องมีส่วนช่วยบีบเลือดดำจากขากลับขึ้นไปด้านบน เวลาเราเดิน กระดกข้อเท้า หรือเขย่ง กล้ามเนื้อน่องจะทำงานเหมือน “ปั๊ม” ช่วยให้เลือดไม่ค้างอยู่ที่ขานานเกินไป
ดังนั้นช่วงเช้าไม่ต้องออกกำลังกายหนักครับ
ลองสัก 5–10 นาที
เดินในบ้าน
เดินไปซื้อกาแฟ
ยกส้น–เขย่ง 15–20 ครั้ง
กระดกปลายเท้าขึ้นลง
ลุก–นั่งจากเก้าอี้
หรือยืดน่องเบา ๆ
โดยเฉพาะถ้ารู้ว่าวันนี้ต้องนั่งรถยาว นั่งประชุม หรือทำงานหน้าคอมทั้งเช้า ยิ่งอยากให้ขาได้เริ่มขยับก่อนครับ การเคลื่อนไหวขาและข้อเท้าเป็นหนึ่งในวิธีพื้นฐานที่ใช้ช่วยลดเลือดคั่งในหลอดเลือดดำ
พูดง่าย ๆ คือ
ตื่นแล้วอย่าปลุกแค่สมอง
4️⃣ กินยาให้ตรงเวลา และอย่าหยุดยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือดเอง
ข้อนี้สำคัญที่สุดสำหรับคนที่เคยมีปัญหาหลอดเลือดครับ
ถ้าเคย Stroke
เคยลิ่มเลือดอุดตัน
มีหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบ Atrial Fibrillation
ใส่ stent
หรือแพทย์ให้ยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่
อย่าปรับเวลาหรือหยุดยาเองเพราะรู้สึกว่าวันนี้แข็งแรงดี
ยากลุ่ม anticoagulant มีหน้าที่ลดโอกาสเกิดลิ่มเลือดในคนที่มีความเสี่ยง และการใช้ยาต้องต่อเนื่องตามแผนที่วางไว้ครับ
บางคนกินมาหลายเดือนแล้วคิดว่า
“ไม่เห็นมีอาการอะไรเลย น่าจะหยุดได้แล้ว”
จริง ๆ การที่ไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น อาจเป็นเพราะสิ่งที่เรากำลังทำอยู่มันช่วยป้องกันอยู่ก็ได้ครับ
ดังนั้นกิจวัตรเช้าของคนกลุ่มนี้ผมอยากให้มีคำหนึ่งติดหัวไว้เลย
“ยาตามแผน”
ไม่ต้องเพิ่มเอง
ไม่ต้องลดเอง
ไม่ต้องเปลี่ยนเวลาเอง
แล้วถ้าอยากลดความเสี่ยงลิ่มเลือดจริง ๆ อย่าดูแค่ 10 นาทีหลังตื่นครับ
สิ่งที่มีผลมากกว่าคือพฤติกรรมทั้งวัน
• อย่านั่งติดกันหลายชั่วโมง ทุก 30–60 นาทีหาโอกาสลุกหรือขยับข้อเท้า
• ดื่มน้ำให้พอตลอดวัน โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อน เดินทางไกล หรือมีเหงื่อออกมาก
• เลิกสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่เพิ่มภาระทั้งหลอดเลือดและระบบการแข็งตัวของเลือด
• คุมความดัน น้ำตาล และไขมันให้ดี เพราะ Stroke และหัวใจขาดเลือดไม่ได้เกิดจากลิ่มเลือดอย่างเดียว แต่พื้นฐานหลอดเลือดสำคัญมาก
• ถ้ามีน้ำหนักเกินมากหรือขยับน้อย เริ่มเดินและออกกำลังกายสม่ำเสมอ
• ถ้าเคยมี DVT หรือกำลังอยู่ช่วงหลังผ่าตัด ต้องทำตามแผนป้องกันลิ่มเลือดที่ทีมรักษาให้ไว้ครับ
แล้วอาการแบบไหนต้องคิดถึง “ลิ่มเลือด” จริงจัง?
ถ้าอยู่ดี ๆ ขาข้างเดียว
บวม
ปวด
รู้สึกตึง
อุ่นกว่าข้างอื่น
หรือมีสีผิวเปลี่ยน
ต้องคิดถึง DVT หรือลิ่มเลือดดำที่ขา ครับ
และถ้ามี หอบเหนื่อยเฉียบพลัน เจ็บหน้าอก หายใจไม่อิ่ม ไอเป็นเลือด หรือหน้ามืดมาก ต้องรีบประเมิน เพราะลิ่มเลือดจากขาสามารถหลุดไปอุดหลอดเลือดปอดได้
ส่วนถ้าอยู่ดี ๆ หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงข้างเดียว พูดไม่ชัด มองเห็นผิดปกติ หรือเสียการทรงตัวฉับพลัน ให้คิดถึง Stroke และรีบไปโรงพยาบาลทันที
ตรงนี้ไม่ใช่เวลาจิบน้ำแล้วเดินรอบบ้านนะครับ
ต้องรีบให้แพทย์ประเมิน
สรุปแล้ว ช่วงเช้าเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังเปลี่ยนจากโหมดพักไปเป็นโหมดตื่น ระบบความดัน เกล็ดเลือด และการสลายลิ่มเลือดก็มีจังหวะของมันอยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้นถ้าอยากเริ่มวันให้ระบบไหลเวียนทำงานดีขึ้น จำ 4 ขั้นตอนง่าย ๆ
ค่อย ๆ ลุก
เติมน้ำให้พอ
ขยับขาและน่อง
กินยาตามแผนถ้ามี
ไม่มีขั้นตอนไหนเป็นสูตรป้องกันลิ่มเลือด 100% ครับ แต่เป็นพื้นฐานที่ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่เราแก้ได้ โดยเฉพาะคนที่ต้องนั่งนาน เคยมีโรคหลอดเลือด หรือมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง
เช้าวันหนึ่งใช้เวลาเพิ่มไม่กี่นาทีครับ แต่สิ่งที่เรากำลังดูแลคือระบบที่ต้องพาเลือดไปเลี้ยง สมอง หัวใจ ปอด และทั้งร่างกาย ไปตลอดวัน
