"หมอธีระวัฒน์" ตัดสินใจ เปิดความจริง เรื่อง "ไวรัสนิปาห์" ในไทย

“หมอธีระวัฒน์” เปิดความจริงนิปาห์ในไทย พบเชื้อในค้างคาวจริง แต่ไม่พบการติดในคน ชี้หยุดรุกล้ำสัตว์ป่า เปลี่ยนโฟกัสสู่การเฝ้าระวังในมนุษย์คือคำตอบที่ปลอดภัยกว่า

"หมอธีระวัฒน์ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ระบุว่า

ความจริงนิปาห์ในไทย

หยุดรุกล้ำค้างคาว สัตว์ป่า

ประเทศไทยมีหลักฐานยืนยันการพบเชื้อไวรัสนิปาห์ในค้างคาวแม่ไก่ (Pteropus spp.) มาเป็นเวลานาน  ตั้งแต่ 2003 รวมถึงสายพันธุ์ที่มีความใกล้เคียงกับที่พบในมาเลเซียและบังกลาเทศ 

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาภาคสนามในประเทศไทย ไม่พบหลักฐานของการแพร่เชื้อนี้ และตัวอื่นสู่มนุษย์ แม้ในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ชุมชนรอบแหล่งอาศัยค้างคาว หรือผู้ที่ทำงานเข้า-ออกถ้ำและเก็บมูลค้างคาวเป็นประจำ

หลักฐานดังกล่าวชี้ว่า การมีเชื้อในสัตว์ป่าไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการระบาดในมนุษย์โดยอัตโนมัติ 
และการเฝ้าระวังเชิงรุกในค้างคาว (bat surveillance) ที่มีลักษณะรบกวนระบบนิเวศ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด spillover มากกว่าประโยชน์ด้านข้อมูลในระยะยาว

ความกล้าหาญทางระบบสาธารณสุข 
“public health courage” 
คือการยอมรับ  การเข้าไปรุกล้ำค้างคาวเก็บเชื้อ ไม่ใช่แนวทางพยากรณ์การระบาด

ในกรณีของนิปาห์ คณะของเราได้กระทำไปแล้ว เป็น targeted surveillance ไวรัสยิปาห๋ และตระกูล พิษสุนัขบ้า

ทราบข้อมูลแล้วว่ามีไวรัสจริง และถึงเวลาที่ ต้องปฏิวัติแนวคิดและแนวปฏิบัติ 

การพบจุดระบาดในคนได้รวดเร็วที่สุด วินิจฉัยได้รวดเร็วที่สุดคือการควบคุมเพื่อป้องกันและรักษาเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

หลักฐานสำคัญจากประเทศไทย
 • พบเชื้อในค้างคาว แต่ไม่พบการติดในคน
 • ตรวจพบ viral RNA / antibody ในค้างคาว
 • ไม่พบ serological evidence หรือการติดเชื้อในมนุษย์ แม้ในกลุ่มสัมผัสใกล้ชิด
 • ไม่มีหลักฐานของ silent spillove
 • ไม่มี seroconversion ในชุมชน (มีการ ตรวจที่ไม่ได้มาตรฐานพบผลบวกปลอม)
 • ไม่มี encephalitis cluster ที่เชื่อมโยงกับค้างคาว จากการตรวจ หลาย 100 ราย และผู้ป่วยที่เข้าโรงพยาบาลด้วยอาการทางสมองอักเสบ
 • ความเสี่ยงจากการรบกวนระบบนิเวศการจับ ตรวจ และเคลื่อนย้ายค้างคาวก่อให้เกิด stress และอาจเพิ่ม viral shedding
 • เพิ่มโอกาสสัมผัสเชื้อของเจ้าหน้าที่ภาคสนามและห้องปฏิบัติการ
 • เปลี่ยนพฤติกรรมฝูงค้างคาวและ human–animal interface
Risk–Benefit Assessment (การประเมินความคุ้มค่าและความเสี่ยง)
ประเด็น ประโยชน์ ความเสี่ยง
Bat surveillance ถ้าจะทำต่อเนื่องอีกได้ข้อมูลพันธุกรรมเพิ่มเล็กน้อย เพิ่ม intrusion การรุกล้ำระบบนิเวศ  เพิ่มโอกาสในการหลุดรั่วแพร่ของไวรัสจากธรรมชาติ spillover risk เพิ่มโอกาศโรคระบาดจริง
 • หยุด bat surveillance 
 • หยุดการรบกวนระบบนิเวศ 
มุ่งให้ความสำคัญแก่มนุษย์
Human-based surveillance ตรวจพบผู้ป่วยจริงได้เร็ว 
เมื่อข้อมูลเชิงนิเวศถึงจุดอิ่มตัว (data saturation) เช่นในกรณีของนิปาห์ การหยุดการเก็บข้อมูลเชิงรุกในสัตว์ป่าเป็นการตัดสินใจเชิงป้องกันที่เหมาะสม
และสำหรับเชื้ออื่นๆ ไม่สมควรกระทำเช่นเดียวกันยกเว้นในกรณีที่เกิดความผิดปกติในฝูงสัตว์ป่าเท่านั้น
Policy Recommendations (เชิงนโยบาย)
1️⃣ ไม่แนะนำการทำ bat surveillance เชิงรุกเป็นกิจวัตร
ยกเว้นในกรณี:
   •   พบการตายผิดปกติของค้างคาว
   •   เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศรุนแรง (ไฟป่า น้ำท่วม การรบกวนถ้ำ)
2️⃣ เปลี่ยนจุดเน้นไปที่ human surveillance
   •   Encephalitis  สมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไม่ทราบสาเหตุ
   •   Severe pneumonia cluster กระจุก ผู้ป่วยปอดบวม และอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่
   •   การติดเชื้อในบุคลากรทางการแพทย์
3️⃣ ใช้หลัก One Health แบบไม่รุกล้ำ
   •   ปกป้องระบบนิเวศเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันโรค
   •   ลดการสร้าง รอยบา ป stigma ต่อค้างคาวและชุมชน
4️⃣ สื่อสารอย่างโปร่งใส ไม่สร้างความตื่นตระหนก
   •   ยืนยันหลักฐานว่า “พบเชื้อ ในค้างคาวไม่ใช่เกิดโรค”
   •   เน้นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างปลอดภัย
ข้อสรุปเชิงนโยบาย
ข้อมูลจากประเทศไทยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงจากการแทรกแซงระบบนิเวศ ไม่ใช่คิดแต่เพียงการเพิ่มความถี่ของการตรวจหาเชื้อในสัตว์ป่า 
การป้องกันการระบาดที่ยั่งยืนควรตั้งอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์ ความจำเป็นทางสาธารณสุข และการลดความเสี่ยงที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง
“การไม่ทำอะไรเพิ่มเติม เมื่อข้อมูลเพียงพอแล้ว และต้องไม่เพิ่มอันตรายอาจเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด”
หัวใจของ One Health ยุคหลัง-COVID
คณะของเราระบุชัดใน GOARN survey 2021-3 ว่าจำเป็นต้องมี paradigm shift เป็นจุดยืนที่ ควรต้อง ปฏิบัติอย่างยิ่ง
(GLOBAL OUTBREAK ALERT AND RESPONSE NETWORK)
 แทนที่จะโฟกัสตรวจสำรวจเชื้อในค้างคาวที่เคยทำ และสุ่มเสี่ยงอันตราย และ ทำลายระบบนิเวศ  และจะทำให้มีการย้ายถิ่นฐานของค้างคาว แพร่เชื้อได้กว้างไกล เกิดอันตราย ต้องผันเป็นความปลอดภัยเชิงระบบที่แท้จริง วินิจฉัยได้เร็วที่สุดในคนและในสัตว์เศรษฐกิจ เพื่อควบคุมการระบาดได้ทันท่วงที
Paradigm Shift
จากเดิม
   •   Wildlife surveillance = ความมั่นคง
   •   ตรวจให้มาก = ป้องกันได้มาก
   •   เจอไวรัสในสัตว์ = ต้องขยายการตรวจๆๅ
✅ สู่แนวใหม่
   •   Human rapid detection = early warning ที่แท้จริง
   •   Surveillance ที่ดี = เร็ว, เจาะจง, ไม่รุกล้ำ
   •   ลด human-animal intrusion = ลด risk ที่มนุษย์สร้างเอง
การตรวจสัตว์ป่าไม่ใช่ “early warning” 
การปฏิบัติทางคลินิกได้จริงเป็นเรื่องสำคัญ
🧠 เหตุผลเชิงระบบ (System-level logic)
1. Spillover เป็น stochastic event ตรวจสัตว์ป่ามากขึ้น ไม่ได้ ลดโอกาศ การระบาด
2. Human cases คือ signal ที่ actionable
•   isolate ได้
•   trace ได้
•   protect HCW  health care worker ได้
•   deploy resources ได้ทันที
3. Bat surveillance หลัง data saturation→ เพิ่ม risk โดยไม่เพิ่ม decision power
ประเทศไทยทราบแล้ว:
 ecological evidence (พบเชื้อ)
epidemiological negative evidence (ไม่พบคนติด)
field experience (ชุมชน–ถ้ำ–อาชีพเสี่ยง)
ต้องสรุปว่า “พอแล้ว”
นี่ไม่ใช่การหยุดทำงาน
แต่คือ การใช้ข้อมูลให้เกิดการปฏิบัติ (evidence → action)
“Surveillance that increases risk without improving response is not prevention.”
“Human rapid detection is the only surveillance that changes outcomes.”
Human-Centered Early Warning
Actionable surveillance
“public health courage” 
ศ นพ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
ศูนย์ความเป็นเลิศ ด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข
และ
ที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก 
มหาวิทยาลัยรังสิต