เปิด 5 ข้อ วิธีเช็ก "ไตเสื่อม" หลายคน เป็นระยะสุดท้าย ก่อนรู้ตัว

ไตเสื่อมไม่เจ็บ ไม่ปวด แต่พังได้! หมอเจดเตือน เช็กค่า eGFR ปีละครั้ง ก่อนต้องฟอกไตโดยไม่ทันตั้งตัว พร้อม วิธี ชะลอไม่ให้ไปไกลกว่าเดิม

"หมอเจดนพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่า 

วันนี้มาเช็กค่าไตตัวเองกันครับ หลายคนเข้าใจว่า “ไตเสื่อมต้องมีอาการก่อน” แต่ความจริงคือ ไตเสื่อมส่วนใหญ่เงียบมาก โดยเฉพาะระยะ 1–3 คนไข้จำนวนมากใช้ชีวิตปกติ แต่ไตค่อย ๆ ลดการกรองลงทีละนิดจนรู้ตัวอีกทีระยะ 4–5 แล้วครับ เพราะฉะนั้นการรู้ว่าไตเสื่อมอยู่ระยะไหน คือกุญแจสำคัญที่สุดในการ “ชะลอไม่ให้ไปไกลกว่าเดิม”

เปิด 5 ข้อ วิธีเช็ก ไตเสื่อม หลายคน เป็นระยะสุดท้าย ก่อนรู้ตัว

ไตเสื่อมแบ่งเป็น 5 ระยะหลัก ดูจากค่า eGFR (ค่าการกรองของไต)

1️⃣ ระยะที่ 1 ไตเริ่มมีความผิดปกติ แต่ยังกรองได้ดี (eGFR ≥ 90)
ระยะนี้หลายคนตรวจเจอจากปัสสาวะมีโปรตีนรั่ว ลองสังเกตจาก "ปัสสาวะเป็นฟอง" ซึ่งนี่มักเป็นสัญญาณแรกของโปรตีนรั่วที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าครับ หรือมีโรคเสี่ยงอย่างเบาหวาน ความดัน ถึงแม้ค่ากรองยังดูปกติ แต่ไตเริ่มมี “รอยรั่ว” แล้ว ถ้าปล่อยให้คุมหวานคุมเค็มไม่ดี ไตจะเสื่อมเร็วมาก ระยะนี้คือช่วงทองที่ย้อนกลับหรือชะลอได้ดีที่สุดครับ

2️⃣ ระยะที่ 2 ไตเริ่มกรองลดลงเล็กน้อย (eGFR 60–89)
คนส่วนใหญ่ยังไม่มีอาการเลย แต่ไตเริ่มทำงานหนักขึ้นแบบเงียบ ๆ โดยเฉพาะคนที่กินเค็มจัด ดื่มน้ำน้อย หรือใช้ยาแก้ปวดบ่อย ระยะนี้ต้องเริ่มจริงจังเรื่องลดโซเดียม คุมความดัน และตรวจปัสสาวะสม่ำเสมอ เพราะถ้าไหลไประยะ 3 จะเริ่มมีผลชัดครับ

3️⃣ ระยะที่ 3 ไตเสื่อมชัดเจน เริ่มมีของเสียค้าง (eGFR 30–59)
นี่คือระยะที่ “ต้องระวังมาก” เพราะไตกรองได้แค่ครึ่งเดียว หลายคนเริ่มบวมง่าย เหนื่อยง่าย ปัสสาวะผิดปกติ หรือความดันเริ่มคุมยาก ระยะนี้ต้องลดเค็มจริงจัง โปรตีนต้องพอดีเพราะหมอมักจะแนะนำให้ "ลดปริมาณโปรตีน" อย่างจริงจัง (Low Protein Diet) เพื่อลดภาระการทำงานของหน่วยไตที่เหลืออยู่ครับ ห้ามใช้สมุนไพรมั่ว และควรพบแพทย์เพื่อชะลอไม่ให้ลงระยะ 4 ครับ

4️⃣ ระยะที่ 4 ไตใกล้ล้มเหลว ต้องเตรียมตัวรักษาระยะยาว (eGFR 15–29)
ระยะนี้ไตเหลือการทำงานไม่ถึง 30% ของปกติ ของเสียเริ่มค้างในเลือดชัดขึ้น ร่างกายจะเริ่มแสดงอาการมากกว่าเดิม เช่น คันตามตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ซีด เหนื่อยง่าย บวมเท้า หรือความดันสูงคุมยาก ช่วงนี้ต้องควบคุมอาหารละเอียดมากขึ้น ทั้งโซเดียม โปรตีน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม แพทย์จะเริ่มวางแผนเตรียมการรักษาระยะยาว เช่น การเตรียมเส้นฟอกไต เพื่อไม่ให้เข้าสู่ภาวะฉุกเฉินแบบไม่ทันตั้งตัวครับ

5️⃣ ระยะที่ 5 ไตวายระยะสุดท้าย ต้องฟอกไตหรือปลูกถ่าย (eGFR < 15)
ไตแทบไม่สามารถกรองของเสียได้แล้ว ของเสียและน้ำค้างในร่างกายมาก เสี่ยงหัวใจล้มเหลว น้ำท่วมปอด เหนื่อยหอบเฉียบพลัน ความดันพุ่งสูง หรือมีภาวะโพแทสเซียมเกินจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ ระยะนี้การรักษาหลักคือการฟอกไตหรือปลูกถ่ายไตเท่านั้น และต้องดูแลเรื่องอาหาร น้ำ และยาตามแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะร่างกายไม่สามารถขับของเสียเองได้เหมือนเดิมแล้วครับ

✅ ชะลอไตเสื่อมตั้งแต่วันนี้ ทำได้เลย
• คุมความดันให้นิ่ง เป้าหมายไม่เกิน 130/80
• ลดเค็มทันที โดยเฉพาะของดอง อาหารแปรรูป น้ำปลาเยอะ ๆ
• โปรตีน “พอดี” ไม่หนักเวย์ ไม่เนื้อจัดทุกมื้อ
• ดื่มน้ำให้เหมาะ อย่าปล่อยให้ขาดน้ำ
• หลีกเลี่ยงยาแก้ปวด NSAIDs และสมุนไพรไม่รู้แหล่ง
• ตรวจค่า eGFR + ปัสสาวะ (โปรตีนรั่ว) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ไตเสื่อมไม่ได้น่ากลัวที่สุดที่ระยะ 5 แต่น่ากลัวที่สุดคือ “ระยะ 1–3 ที่ไม่มีอาการ” เพราะคนส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตปกติและคิดว่าไม่เป็นอะไร แต่ไตค่อย ๆ ลดลงเงียบ ๆ ทุกปี ถ้ารู้ทันตั้งแต่วันนี้ แค่คุมความดัน ลดเค็ม เลี่ยงยาแก้ปวด ตรวจเลือดและปัสสาวะสม่ำเสมอ ก็สามารถชะลอไตเสื่อมได้อีกหลายสิบปี อย่ารอให้บวม เหนื่อย หรือไตพังแล้วค่อยเริ่มดูแลนะครับ