- 17 ก.พ. 2569
ไตเสื่อมไม่เจ็บ ไม่ปวด แต่พังได้! หมอเจดเตือน เช็กค่า eGFR ปีละครั้ง ก่อนต้องฟอกไตโดยไม่ทันตั้งตัว พร้อม วิธี ชะลอไม่ให้ไปไกลกว่าเดิม
"หมอเจด" นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่า
วันนี้มาเช็กค่าไตตัวเองกันครับ หลายคนเข้าใจว่า “ไตเสื่อมต้องมีอาการก่อน” แต่ความจริงคือ ไตเสื่อมส่วนใหญ่เงียบมาก โดยเฉพาะระยะ 1–3 คนไข้จำนวนมากใช้ชีวิตปกติ แต่ไตค่อย ๆ ลดการกรองลงทีละนิดจนรู้ตัวอีกทีระยะ 4–5 แล้วครับ เพราะฉะนั้นการรู้ว่าไตเสื่อมอยู่ระยะไหน คือกุญแจสำคัญที่สุดในการ “ชะลอไม่ให้ไปไกลกว่าเดิม”
ไตเสื่อมแบ่งเป็น 5 ระยะหลัก ดูจากค่า eGFR (ค่าการกรองของไต)
1️⃣ ระยะที่ 1 ไตเริ่มมีความผิดปกติ แต่ยังกรองได้ดี (eGFR ≥ 90)
ระยะนี้หลายคนตรวจเจอจากปัสสาวะมีโปรตีนรั่ว ลองสังเกตจาก "ปัสสาวะเป็นฟอง" ซึ่งนี่มักเป็นสัญญาณแรกของโปรตีนรั่วที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าครับ หรือมีโรคเสี่ยงอย่างเบาหวาน ความดัน ถึงแม้ค่ากรองยังดูปกติ แต่ไตเริ่มมี “รอยรั่ว” แล้ว ถ้าปล่อยให้คุมหวานคุมเค็มไม่ดี ไตจะเสื่อมเร็วมาก ระยะนี้คือช่วงทองที่ย้อนกลับหรือชะลอได้ดีที่สุดครับ
2️⃣ ระยะที่ 2 ไตเริ่มกรองลดลงเล็กน้อย (eGFR 60–89)
คนส่วนใหญ่ยังไม่มีอาการเลย แต่ไตเริ่มทำงานหนักขึ้นแบบเงียบ ๆ โดยเฉพาะคนที่กินเค็มจัด ดื่มน้ำน้อย หรือใช้ยาแก้ปวดบ่อย ระยะนี้ต้องเริ่มจริงจังเรื่องลดโซเดียม คุมความดัน และตรวจปัสสาวะสม่ำเสมอ เพราะถ้าไหลไประยะ 3 จะเริ่มมีผลชัดครับ
3️⃣ ระยะที่ 3 ไตเสื่อมชัดเจน เริ่มมีของเสียค้าง (eGFR 30–59)
นี่คือระยะที่ “ต้องระวังมาก” เพราะไตกรองได้แค่ครึ่งเดียว หลายคนเริ่มบวมง่าย เหนื่อยง่าย ปัสสาวะผิดปกติ หรือความดันเริ่มคุมยาก ระยะนี้ต้องลดเค็มจริงจัง โปรตีนต้องพอดีเพราะหมอมักจะแนะนำให้ "ลดปริมาณโปรตีน" อย่างจริงจัง (Low Protein Diet) เพื่อลดภาระการทำงานของหน่วยไตที่เหลืออยู่ครับ ห้ามใช้สมุนไพรมั่ว และควรพบแพทย์เพื่อชะลอไม่ให้ลงระยะ 4 ครับ
4️⃣ ระยะที่ 4 ไตใกล้ล้มเหลว ต้องเตรียมตัวรักษาระยะยาว (eGFR 15–29)
ระยะนี้ไตเหลือการทำงานไม่ถึง 30% ของปกติ ของเสียเริ่มค้างในเลือดชัดขึ้น ร่างกายจะเริ่มแสดงอาการมากกว่าเดิม เช่น คันตามตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ซีด เหนื่อยง่าย บวมเท้า หรือความดันสูงคุมยาก ช่วงนี้ต้องควบคุมอาหารละเอียดมากขึ้น ทั้งโซเดียม โปรตีน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม แพทย์จะเริ่มวางแผนเตรียมการรักษาระยะยาว เช่น การเตรียมเส้นฟอกไต เพื่อไม่ให้เข้าสู่ภาวะฉุกเฉินแบบไม่ทันตั้งตัวครับ
5️⃣ ระยะที่ 5 ไตวายระยะสุดท้าย ต้องฟอกไตหรือปลูกถ่าย (eGFR < 15)
ไตแทบไม่สามารถกรองของเสียได้แล้ว ของเสียและน้ำค้างในร่างกายมาก เสี่ยงหัวใจล้มเหลว น้ำท่วมปอด เหนื่อยหอบเฉียบพลัน ความดันพุ่งสูง หรือมีภาวะโพแทสเซียมเกินจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ ระยะนี้การรักษาหลักคือการฟอกไตหรือปลูกถ่ายไตเท่านั้น และต้องดูแลเรื่องอาหาร น้ำ และยาตามแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะร่างกายไม่สามารถขับของเสียเองได้เหมือนเดิมแล้วครับ
✅ ชะลอไตเสื่อมตั้งแต่วันนี้ ทำได้เลย
• คุมความดันให้นิ่ง เป้าหมายไม่เกิน 130/80
• ลดเค็มทันที โดยเฉพาะของดอง อาหารแปรรูป น้ำปลาเยอะ ๆ
• โปรตีน “พอดี” ไม่หนักเวย์ ไม่เนื้อจัดทุกมื้อ
• ดื่มน้ำให้เหมาะ อย่าปล่อยให้ขาดน้ำ
• หลีกเลี่ยงยาแก้ปวด NSAIDs และสมุนไพรไม่รู้แหล่ง
• ตรวจค่า eGFR + ปัสสาวะ (โปรตีนรั่ว) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
ไตเสื่อมไม่ได้น่ากลัวที่สุดที่ระยะ 5 แต่น่ากลัวที่สุดคือ “ระยะ 1–3 ที่ไม่มีอาการ” เพราะคนส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตปกติและคิดว่าไม่เป็นอะไร แต่ไตค่อย ๆ ลดลงเงียบ ๆ ทุกปี ถ้ารู้ทันตั้งแต่วันนี้ แค่คุมความดัน ลดเค็ม เลี่ยงยาแก้ปวด ตรวจเลือดและปัสสาวะสม่ำเสมอ ก็สามารถชะลอไตเสื่อมได้อีกหลายสิบปี อย่ารอให้บวม เหนื่อย หรือไตพังแล้วค่อยเริ่มดูแลนะครับ






