หมอ ยกเคส "มะเร็งจิสต์" คืออะไร หลังคร่าชีวิตนักแสดงหนุ่ม แม็ค รชต

"หมอเจด" ยกเคส "มะเร็งจิสต์" คืออะไร หลังคร่าชีวิตนักแสดงหนุ่ม "แม็ค รชต" เปิด 5 อาการเตือนที่ต้องรีบเช็ก ก่อนสายเกินแก้

จากกรณีข่าวเศร้า แม็ค รชต ไตรโลกวิชัย นักแสดงหนุ่มอนาคตไกลจากละครดัง "เลือดกากี" ที่เสียชีวิตลงอย่างสงบ หลังต่อสู้กับโรคมะเร็งจิสต์ (GIST) ระยะสุดท้าย ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้ยาก หลังจากต่อสู้กับโรคมะเร็งมาอย่างยาวนานกว่า 12 ปี

 

หมอ ยกเคส มะเร็งจิสต์ คืออะไร หลังคร่าชีวิตนักแสดงหนุ่ม แม็ค รชต

เกี่ยวกับเรื่องนี้ "หมอเจด" นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้โพสต์ให้ความรู้เกี่ยวกับ โรคมะเร็งจิสต์ (GIST) โดยระบุว่า 


ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ คุณแม็ค-รชต ไตรโลกวิชัย นักแสดงหนุ่มผู้ล่วงลับ ซึ่งนับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการบันเทิงและครอบครัวครับ ข่าวนี้ทำให้หลายคนเริ่มหันมาสนใจและตื่นตัวกับชื่อของ "มะเร็ง GIST" มากขึ้น เพราะถือเป็นภัยเงียบที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก


เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจและรู้จักวิธีสังเกตตัวเอง ผมสรุปข้อมูลสำคัญของโรคนี้มาให้ 5 หัวข้อหลัก ดังนี้


1. มะเร็ง GIST คือมะเร็งระบบไหน 

GIST (Gastrointestinal Stromal Tumor) หรือชื่อภาษาไทยคือ "เนื้องอกเนื้อเยื่ออ่อนในระบบทางเดินอาหาร" เป็นมะเร็งชนิดที่พบได้ยาก (Rare Cancer) ความแตกต่างของมันกับมะเร็งกระเพาะอาหารหรือมะเร็งลำไส้ทั่วไปคือ "จุดกำเนิด" โดยปกติมะเร็งทางเดินอาหารส่วนใหญ่จะเกิดที่ผนังด้านในสุด (เยื่อบุลำไส้) แต่ GIST เกิดจากเซลล์พิเศษที่ชื่อว่า Interstitial Cells of Cajal ซึ่งฝังตัวอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อของผนังทางเดินอาหาร เซลล์เหล่านี้เปรียบเสมือน "เครื่องคุมจังหวะ" (Pacemaker) ที่คอยส่งสัญญาณไฟฟ้าสั่งให้ลำไส้บีบตัวเพื่อเคลื่อนย้ายอาหาร เมื่อเซลล์กลุ่มนี้เกิดการกลายพันธุ์และแบ่งตัวผิดปกติ จึงกลายเป็นก้อนเนื้อร้ายที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยพบได้บ่อยที่สุดที่ กระเพาะอาหาร (60%) และ ลำไส้เล็ก (30%) 

2. อาการเตือนที่ต้องรีบเช็ก

ความน่ากลัวของ GIST คือในระยะแรกก้อนเนื้ออาจมีขนาดเล็กมากจนไม่แสดงอาการใดๆ เลย ผู้ป่วยมักจะรู้ตัวเมื่อก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นจนไปเบียดอวัยวะข้างเคียง หรือเริ่มมีเลือดออก สัญญาณเตือนที่คนทั่วไปควรสังเกตมีดังนี้

  • มีเลือดออกในทางเดินอาหาร: สังเกตได้จากอุจจาระที่มีสีดำสนิทเหมือนยางมะตอย หรือมีเลือดปน เนื่องจากก้อนเนื้อไปทำลายเส้นเลือดที่ผนังลำไส้
  • ปวดท้องหรือแน่นท้องเรื้อรัง: มักรู้สึกอึดอัดบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครง แม้จะกินอาหารเพียงเล็กน้อยก็รู้สึกอิ่มไวผิดปกติ หรือบางคนที่ผอมมากอาจจะคลำได้ก้อนในท้อง
  • คลำพบก้อนแข็ง: หากก้อนเนื้อโตมากพอ เราอาจสัมผัสได้ถึงก้อนแข็งๆ บริเวณหน้าท้อง
  • อ่อนเพลีย ซีด: เกิดจากภาวะโลหิตจางจากการที่มีเลือดออกภายในทีละน้อยสะสมเป็นเวลานาน
  • คลื่นไส้ อาเจียน อาจเจอได้น้อยเนื่องจากว่าก้อนไม่ได้เข้ามา ในทางเดินอาหาร


3. ทำไมถึงพบในคนอายุน้อย

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมคุณแม็คที่ดูสุขภาพดีและอายุยังน้อยถึงเป็นโรคนี้ได้

โดยส่วนใหญ่แล้ว GIST มักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ความจริงคือมันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัย ที่สำคัญคือมะเร็งชนิดนี้ "ไม่ได้สัมพันธ์โดยตรงกับไลฟ์สไตล์" เหมือนมะเร็งปอดที่เกิดจากการสูบบุหรี่ หรือมะเร็งตับที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ครับ แต่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนในระดับโมเลกุล ซึ่งส่งสัญญาณให้เซลล์โตไม่หยุด ปัจจัยนี้จึงเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ยาก และไม่ใช่ความผิดของการใช้ชีวิต แต่เป็นการตรวจพบให้ไวที่สุดคือหัวใจสำคัญ


4. "ยามุ่งเป้า" ความหวังที่ต่างจากเคมีบำบัด

ข่าวดีในความโชคร้ายคือ การรักษา GIST ในปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก มะเร็งชนิดนี้มีลักษณะพิเศษคือ "มักไม่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดหรือการฉายแสง" 

แต่จะตอบสนองได้ดีเยี่ยมกับ ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy)

  • การผ่าตัด: หากตรวจพบในระยะที่ก้อนเนื้อยังไม่แพร่กระจาย การผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกให้หมดคือวิธีหลักที่มีโอกาสหายขาดสูง
  • ยามุ่งเป้า ตัวยาจะเข้าไป "บล็อก" สัญญาณการเติบโตของเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ ทำให้ก้อนเนื้อฝ่อลงหรือหยุดการโต ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีอายุนานขึ้นอย่างมากแม้จะเป็นระยะที่แพร่กระจายแล้วก็ตาม ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการรักษาแบบแม่นยำ (Precision Medicine) 


5. คำแนะนำสำหรับคนทั่วไป

เราสามารถถอดบทเรียนจากการสูญเสียครั้งนี้มาใช้ดูแลตัวเองและคนรอบข้างได้ แม้ GIST จะพบได้ยาก แต่การ "ช่างสังเกต" คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

  • สังเกตระบบขับถ่าย : หากสีอุจจาระเปลี่ยนไปเป็นสีดำเข้มหรือมีเลือด ต้องรีบพบแพทย์ทันที
  • ตรวจสุขภาพประจำปี : การตรวจช่องท้องด้วยอัลตราซาวด์ (Ultrasound Upper Abdomen) หรือหากมีอาการผิดปกติเรื้อรัง การส่องกล้องทางเดินอาหารจะช่วยให้เห็นความผิดปกติที่ผนังทางเดินอาหารได้ชัดเจน
  • หากเหนื่อยง่ายผิดปกติ ปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ หรือน้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ อย่าปล่อยไว้เพราะคิดว่าเป็นแค่โรคกระเพาะธรรมดาครับ เพราะสุดท้ายแล้วอาจเป็นมะเร็ง

 

ขอบคุณ FB : หมอเจด