รู้แล้ว "อึ" แบบไหน เสี่ยงเป็น "มะเร็งลำไส้" หมอเผยเอง สังเกตให้ดี

หมอเจดเตือน! มะเร็งลำไส้ไม่ได้เริ่มจากถ่ายเป็นเลือดเสมอไป ชี้สัญญาณอันตรายที่หลายคนมองข้าม ทั้งถ่ายไม่สุด อุจจาระลีบ และน้ำหนักลด

"หมอเจดนพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่า 

หลายคนเข้าใจว่ามะเร็งลำไส้ต้องถ่ายเป็นเลือดก่อนถึงจะน่ากลัว อันนี้ทำให้พลาดกันเยอะครับ เพราะบางคนไม่มีเลือดให้เห็นด้วยตาเปล่าเลย โดยเฉพาะก้อนที่อยู่ลำไส้ใหญ่ฝั่งขวา เลือดอาจออกซึม ๆ แล้วคลุกไปกับอุจจาระได้นะ กลายเป็น เลือดแฝง หรือ occult blood สีอุจจาระเลยดูปกติได้ ส่วนมะเร็งระยะเริ่มต้น บางครั้งก็ยังไม่มีเลือดออกชัดเจน เพราะฉะนั้นอย่ารอแค่เลือดครับ ถ้าลักษณะการถ่ายเปลี่ยนไปนานผิดปกติแบบนี้ ต้องเริ่มเอะใจแล้ว

รู้แล้ว "อึ" แบบไหน เสี่ยงเป็น "มะเร็งลำไส้" หมอเผยเอง สังเกตให้ดี

1️⃣ ทำไมมะเร็งลำไส้ถึงทำให้การถ่ายเปลี่ยน?
ลำไส้เราคือท่อครับ ถ้ามีก้อนเนื้องอกโตขึ้นในท่อนี้ มันอาจเริ่มทำหน้าที่เหมือน สิ่งกีดขวาง หรือ obstruction ทำให้ทางเดินของอุจจาระแคบลง ลำไส้ต้องบีบตัวผิดจังหวะ บางช่วงดันอุจจาระผ่านยาก บางช่วงระคายจนถ่ายเหลวได้ แปลว่าอาการไม่ได้ต้องเริ่มจากเลือดเสมอไป แค่ “รูปแบบการถ่ายเปลี่ยน” ก็เป็นสัญญาณได้ครับ
.
2️⃣ ท้องผูกสลับท้องเสีย อย่าคิดว่าแค่ลำไส้แปรปรวนทุกครั้ง
ถ้าเดิมถ่ายปกติ แต่ช่วงหลังเริ่มท้องผูกหลายวัน แล้วอยู่ ๆ ก็ถ่ายเหลว สลับไปมา แบบนี้ต้องดูครับ ในทางคลินิกเรียกว่า alternating constipation and diarrhea กลไกคือถ้าก้อนเริ่มทำให้ทางผ่านแคบ อุจจาระอาจค้างจนท้องผูก แต่ลำไส้ก็พยายามบีบตัวและหลั่งน้ำเมือกเพื่อดันผ่านจุดนั้น เลยทำให้บางช่วงเหมือนท้องเสีย ถ้าเป็น 2–3 สัปดาห์แล้วไม่กลับมาปกติ อย่าซื้อยาถ่ายกับยาแก้ท้องเสียเองบ่อย ๆ ครับ
.
3️⃣ อุจจาระลีบเล็กลง ต้องระวังรูทางผ่านลำไส้แคบ
อุจจาระที่เล็กลงแบบผิดปกติ โดยเฉพาะเล็กยาวเหมือนดินสอ หรือที่เรียกว่า pencil-thin stool อาจเกิดจากรูของลำไส้ หรือ lumen แคบลง อุจจาระเลยถูกรีดผ่านช่องแคบ ๆ ออกมา ไม่ใช่ว่าถ่ายลีบครั้งเดียวต้องเป็นมะเร็งนะครับ แต่ถ้าเป็นซ้ำ ๆ ร่วมกับท้องผูก ถ่ายไม่สุด น้ำหนักลด หรือซีด อันนี้ต้องตรวจให้ชัด
.
4️⃣ ปวดเบ่ง ถ่ายไม่สุด เหมือนมีอะไรค้างตลอดเวลา
ถ้าก้อนอยู่บริเวณปลายลำไส้ตรง หรือ rectum มันอาจกระตุ้นเส้นประสาทแถวนั้น ทำให้รู้สึกอยากถ่ายบ่อย ถ่ายแล้วไม่สุด เบ่งแล้วออกนิดเดียว หรือรู้สึกเหมือนยังมีอุจจาระค้างอยู่ อาการนี้เรียกว่า tenesmus หลายคนคิดว่าเป็นริดสีดวงหรือท้องผูกธรรมดา แต่ถ้าเป็นเรื้อรัง ไม่ควรเดาเองครับ
.

5️⃣ ซีด เหนื่อยง่าย อาจมาจากเลือดออกทีละนิดโดยไม่เห็นเลือด
มะเร็งลำไส้บางตำแหน่งเลือดไม่ได้ออกเป็นสีแดงสดให้เห็น แต่เป็นการเสียเลือดเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื้อรัง หรือ microscopic bleeding สุดท้ายทำให้โลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก หรือ iron deficiency anemia ได้ อาการที่เจอคือซีด เหนื่อยง่าย หน้ามืด ใจสั่น อ่อนเพลีย ทั้งที่ไม่ได้ถ่ายเป็นเลือดชัด ๆ แบบนี้ยิ่งต้องหาสาเหตุ ไม่ใช่กินธาตุเหล็กอย่างเดียวแล้วจบครับ
.
6️⃣ น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ เป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม
ถ้าน้ำหนักลดลงทั้งที่ไม่ได้คุมอาหาร ไม่ได้ออกกำลังกายเพิ่ม กินได้น้อยลง เบื่ออาหาร ร่วมกับการถ่ายเปลี่ยน อันนี้ต้องจริงจังครับ โรคมะเร็งบางชนิดทำให้ร่างกายใช้พลังงานมากขึ้น มีการอักเสบเรื้อรัง และกินได้น้อยลง น้ำหนักเลยลดแบบไม่ตั้งใจ ถ้าเจอร่วมกับอาการลำไส้ อย่ารอให้ผอมชัดก่อนค่อยไปตรวจครับ
.
7️⃣ แล้วควรตรวจเมื่อไหร่?
ถ้าพฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนไปต่อเนื่องประมาณ 2–3 สัปดาห์ โดยเฉพาะถ่ายผิดปกติจากเดิม ท้องผูกสลับท้องเสีย อุจจาระลีบ ถ่ายไม่สุด ปวดท้อง น้ำหนักลด ซีด หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ ควรไปพบแพทย์ครับ

การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ หรือ colonoscopy เป็นวิธีสำคัญ เพราะไม่ใช่แค่ดูว่ามีมะเร็งไหม แต่ยังตัดติ่งเนื้อ หรือ polyp removal ได้ก่อนที่บางก้อนจะกลายเป็นมะเร็งในอนาคตด้วย แต่ถ้ายังไม่พร้อมส่องกล้อง อาจเริ่มจาก FIT test ตรวจเลือดแฝงในอุจจาระก่อนได้นะ แล้วถ้าผิดปกติค่อยไปส่องกล้องต่อ
.
ไม่อยากเสี่ยงมะเร็ง ให้ดูแลลำไส้ตัวเองแบบนี้ครับ
• ลดของที่ทำร้ายลำไส้ก่อน
ของทอด ของมัน อาหารแปรรูป น้ำตาลสูง แอลกอฮอล์ และของหวาน ถ้ากินทุกวัน ลำไส้ก็รวนได้ครับ ของพวกนี้ทำให้จุลินทรีย์ในลำไส้เสียสมดุล บางคนเลยท้องอืด ผายลมเยอะ ถ่ายแย่ลง เริ่มจากลดความถี่ก่อน ไม่ต้องหักดิบทุกอย่างก็ได้ครับ
• ดื่มน้ำให้พอ
ลำไส้ต้องใช้น้ำ โดยเฉพาะคนที่ท้องผูก อุจจาระแข็ง ถ้าดื่มน้ำน้อย ต่อให้กินผักเพิ่ม ไฟเบอร์ก็ทำงานได้ไม่ดี บางคนยิ่งท้องอืดกว่าเดิมด้วยซ้ำ พยายามดื่มน้ำเปล่าให้พอทั้งวัน ไม่ใช่มีแต่กาแฟ ชานม แล้วนับว่าเป็นน้ำทั้งหมดครับ
• เติมไฟเบอร์ให้ลำไส้มีอาหารดี ๆ
ไฟเบอร์คืออาหารของจุลินทรีย์ดีในลำไส้ แหล่งที่ดีคือผัก ผลไม้ทั้งลูก ถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี ข้าวโอ๊ต เห็ด หรือเมล็ดพืชต่าง ๆ ช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้น และลำไส้ทำงานเป็นจังหวะมากขึ้น แต่ให้ค่อย ๆ เพิ่มนะครับ ไม่ใช่จากไม่กินผักเลย แล้วพรุ่งนี้จัดเต็มเป็นกะละมัง แบบนั้นท้องอืดได้ครับ
• เสริมโพรไบโอติกให้ถูกทาง
อาหารที่มีจุลินทรีย์ดี เช่น โยเกิร์ตรสธรรมชาติ นมเปรี้ยวน้ำตาลต่ำ คีเฟอร์ เทมเป้ หรือมิโสะบางชนิด ช่วยดูแลสมดุลลำไส้ได้ แต่ต้องเลือกให้ดี ไม่ใช่โยเกิร์ตหวานจัดหรือนมเปรี้ยวน้ำตาลสูง แล้วบอกว่ากินเพื่อสุขภาพลำไส้ อันนั้นน้ำตาลมาก่อนจุลินทรีย์ครับ
• รับแสงแดดอ่อน ๆ ตอนเช้า
แสงเช้าช่วยตั้งนาฬิกาชีวิต หรือ circadian rhythm พอจังหวะร่างกายดี การนอน ฮอร์โมน การขับถ่าย และระบบย่อยก็มักดีขึ้นตาม ลองรับแดดอ่อน ๆ 10–15 นาที หรือเดินเบา ๆ ตอนเช้า ไม่ต้องตากจนไหม้ เอาแค่ให้ร่างกายรู้ว่าเช้าแล้วครับ
• นอนให้เป็นเวลา
ลำไส้ก็ต้องการจังหวะครับ ถ้านอนดึก ตื่นไม่เป็นเวลา กินดึก ระบบย่อยก็รวนได้ บางคนท้องผูกง่ายขึ้น บางคนกรดไหลย้อนกำเริบ บางคนหิวหวานมากขึ้น ลองเข้านอนและตื่นให้ใกล้เคียงกัน ลดจอก่อนนอน และอย่ากินมื้อหนักดึก ๆ ครับ
• ทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำวันเดียวแล้วหวังผล
ลำไส้ไม่ได้ดีขึ้นจากโยเกิร์ตถ้วยเดียวครับ ต้องลดของที่ทำร้าย เติมน้ำ เติมไฟเบอร์ เติมจุลินทรีย์ดี นอนให้พอ และทำต่อเนื่อง หลายคนต้องใช้เวลา 2–4 สัปดาห์ ถึงเริ่มรู้สึกว่าท้องอืดลดลง ถ่ายดีขึ้น หรือร่างกายเบาขึ้นครับ
• ถึงไม่มีอาการ ก็ต้องคัดกรองตามวัย
อายุประมาณ 45 ปีขึ้นไป ควรเริ่มคัดกรองมะเร็งลำไส้ เช่น FIT test หรือส่องกล้องตามความเหมาะสม ถ้ามีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ หรือมีอาการผิดปกติ ไม่ต้องรอถึง 45 ครับ คุยกับหมอก่อนเลย

มะเร็งลำไส้ไม่ได้ประกาศตัวด้วยเลือดเสมอไปครับ บางครั้งมันเริ่มจากถ่ายเปลี่ยน ถ่ายไม่สุด อุจจาระลีบ ซีด หรือน้ำหนักลด ถ้ามีอาการแบบนี้ต่อเนื่อง อย่าปลอบใจตัวเองว่า “คงท้องผูก” หรือ “คงริดสีดวง” อย่างเดียว ตรวจให้รู้เรื่องดีกว่ารอจนโรคไปไกลครับ